Loading

จังหวัดระยอง และเทศบาลตำบลทับมา นำจิตอาสา ทำความสะอาด ปรับภูมิทัศน์บริเวณวัดในพื้นที่ ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

      เมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่บริเวณวัดทับมา ต.ทับมา อ.เมือง จ.ระยอง นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผวจ.ระยอง เป็นประธานเปิดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ประจำปี 2565 ซึ่งจัดขึ้นโดยจังหวัดระยอง และเทศบาลตำบลทับมา มีว่าที่ ร.ต.พิรุณ เหมะรักษ์ นายอนันต์ นาคนิคม รอง ผวจ.ระยอง นายสุพจน์ ต่ออาจหาญ ปลัดจังหวัดระยอง นายกำธร เวหน นายอำเภอเมืองระยอง หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดระยอง และมีนายประเสริฐ วงษ์ศรี นายกเทศมนตรีตำบลทับมา นำผู้บริหาร พนักงานเจ้าหน้าที่เทศบาล และจิตอาสา ประชาชนชาวตำบลทับมา ร่วมกิจกรรมฯ โดยได้ร่วมกันปลูกต้นไม้ เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้วัดทับมา ทาสีสะพานบริเวณคลองทับมา และร่วมเก็บกวาดขยะบริเวณวัดด้วย

         ทั้งนี้เพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ประจำปี 2565.

Loading

ตำรวจภูธรจังหวัดระยอง ปล่อยแถวระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง กวาดล้างอาชญากรรมในพื้นที่

     เมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่บริเวณหน้ากองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดระยอง อ.เมือง จ.ระยอง นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผวจ.ระยอง เป็นประธานปล่อยแถวระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกสถานีตำรวจในจังหวัดระยอง 16 แห่ง ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดระยอง ตำรวจทางหลวงระยอง ตำรวจท่องเที่ยวระยอง และฝ่ายปกครองอำเภอเมืองระยอง และฝ่ายปกครองจังหวัดระยอง เจ้าหน้าที่มูลนิธิกู้ภัย หน่วยปฏิบัติการพิเศษ รวม 200 นาย ยานพาหนะ 50 คัน กวาดล้างอาชญากรรมในพื้นที่ ห่วงระหว่างวันที่ 10 ต.ค.-8 พ.ย.นี้ มี พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผบก.ภ.ระยอง ร่วมพิธีฯ

       พล.ต.ต.พงษ์พันธ์ วงศ์มณีเทศ ผบก.ภ.ระยอง กล่าวว่า ด้วยตำรวจภูธรภาค 2 ได้สั่งการให้ตำรวจภูธรจังหวัดระยอง กวาดล้างอาชญากรรมในพื้นที่ให้บังเกิดผลเป็นรูปธรรม และมีประสิทธิภาพ ได้กำหนดห้วงระหว่างวันที่ 10 ต.ค.-8 พ.ย.นี้ รวมระยะเวลา 30 วัน โดยเน้นผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน อาวุธสงคราม เน้นตรวจประวัติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธปืน กลุ่มวัยรุ่น กลุ่มเด็กแว้นแข่งรถจักรยานยนต์ นักเลงอันธพาล บุคคลที่มีพฤติกรรมลักลอบผลิต จำหน่ายอาวุธปืน และเน้นการตั้งจุดตรวจ จุดสกัดบนถนนเส้นทางหลัก เส้นทางรอง เส้นทางล่อแหลม เส้นทางคนร้าย เพื่อตรวจค้นบุคคล ยานพาหนะ อาวุธ และสิ่งผิดกฎหมายทุกชนิดที่อาจนำไปใช้ในการกระทำความผิด รวมทั้งเน้นตรวจการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติด โดยมุ่งเน้นการดำเนินการตามมาตรการ Re X-Ray ในพื้นที่ เพื่อค้นหาผู้เสพยาเสพติดเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา ฟื้นฟูกรณีผู้ค้าและผู้ผลิต ให้ดำเนินการจับกุม และดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดด้วย นอกจากนี้ยังเน้นจัดทำแผนการสุ่มตรวจสถานบริการ สถานประกอบการตามวงรอบอีกด้วย เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน ประเทศชาติมีความสงบเรียบร้อย.

Loading

      จ.ระยอง จัดงานกระตุ้นท่องเที่ยวใน 2 อำเภอ ชวนเที่ยวถนนท่องเที่ยววิถีชาวเล สัมผัสชีวิตวีถีถิ่นชาวเล และเลือกชิมอาหารทะเลหลากหลาย

       เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 10 ต.ค.ที่สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำระยอง ม.2 ต.เพ อ.เมือง จ.ระยอง นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง นายกำธร เวหน นายอำเภอเมืองระยอง นางสาวกานต์จรัส เอียดทองใส นายอำเภอแกลง นายเสรี เรือนหล้า ประมงจังหวัดระยอง นายไพรัตน์ อรุณเวสสะเศรษฐ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านเพ นายไชยรัตน์ เอื้อตระกูล นายกเทศมนตรีตำบลปากน้ำประแส และนางสุวรรณา โดตี้ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดระยอง ร่วมแถลงข่าวการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดระยอง ประจำปี 2565 โดยสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดระยอง ภายใต้ชื่องาน”ถนนท่องเที่ยววิถีชาวเล”ซึ่งจัดขึ้นใน 2 อำเภอ โดยะหว่างวันที่ 14-16 ต.ค.จัดขึ้นที่บริเวณเรือรบหลวงประแส ต.ปากน้ำประแส อ.แกลง ภายใต้ชื่องาน “วิถีชาวเล เสน่ห์ประแส” ส่วนระหว่างวันที่ 21-22 ต.ค.จัดขึ้นที่ชุมชนปากคลอง ต.เพ อ.เมืองระยอง ภายใต้ชื่องาน”ต่อยหอย บ้านเพ วิถีชาวเล ชุมชนปากคลอง”

ในงานมีร้านอาหารทะเล จำนวน 100 ร้านค้า จำหน่ายอาหารทะเลสดๆ อาหารพื้นถิ่น สินค้าชุมชนหลากหลาย มีบริการท่องเที่ยวในชุมชน โดยรถสามล้อชุมชน พาสักการะกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง สัมผัสวิถีชีวิตชาวประมง และมีบ้านพักโฮมสเตย์ในชุมชนบริการด้วย นอกจากนี้ยังมีคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังมาจัดแสดงอีกด้วย

        นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง กล่าวว่า การจัดกิจกรรมดังกล่าว มุ่งเน้นส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพให้กับชุมชนที่มีวัฒนธรรมวิถีถิ่น อาหารพื้นถิ่น สถานที่ท่องเที่ยวในชุมชนที่เป็นเอกลักษณ์เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวอย่างแพร่หลาย ได้เข้ามาสัมผัสวิถีชีวิตชาวประมง หรือชาวเลอย่างแท้จริง ซึ่งจะทำให้คนในพื้นที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวยั่งยืนต่อไป….000

Loading

ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมกำลังมาแรง นครพนมจัด “วิถีชนเผ่า งานศิลป์ ถิ่นสนุก” ชวนชอป ชิม ชิลล์ ท่องเที่ยวเรียนรู้วัฒนธรรม 9 ชนเผ่า 2 เชื้อชาติจากกลุ่มจังหวัดสนุก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

        จังหวัดนครพนมโดยท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครพนม ชวนเที่ยวงาน “วิถีชนเผ่า ศิลป์ ถิ่นสนุก” ตามนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวของรัฐบาล ยกขบวนผลิตภัณฑ์และสินค้าเชิงวัฒนธรรมจาก 9 ชนเผ่าและ 2 เชื้อชาติ ในกลุ่มจังหวัดสนุก ได้แก่ สกลนคร นครพนม และมุกดาหาร มาจัดแสดงและจัดจำหน่าย พร้อมสร้างต้นแบบหมู่บ้านฮีตสิบสองครองสิบสี่ ที่มีอัตลักษณ์เด่นของกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เป็นการเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม

       นายคงกริช พงษ์พันธ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครพนม เปิดเผยถึงการจัดงาน “วิถีชนเผ่า ศิลป์ ถิ่นสนุก” ณ สนามหน้าศาลากลางจังหวัดนครพนม ระหว่างวันที่ 1 – 11 ตุลาคม 2565 ว่าเป็นการจัดงานเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่กลุ่มจังหวัดสนุก ซึ่งประกอบด้วย จังหวัดนครพนม จังหวัดสกลนคร และจังหวัดมุกดาหาร และเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้สัมผัสความมหัศจรรย์ในเมืองไทย และมุ่งเน้นไห้เกิดการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ซึ่งจะสามารถสร้างรายได้และกระจายรายได้แก่ประชาชนทุกกลุ่มได้อย่างทั่วถึง ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครพนม ได้ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว โดยนำจุดเด่นของกลุ่มชาติพันธุ์ในกลุ่มจังหวัด (สกลนคร นครพนม มุกดาหาร) รวมทั้งประเพณีและวัฒนธรรมจากประเทศเพื่อนบ้าน มาร่วมบูรณาการเพื่อสร้างเอกลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยวและการบริการ ในรูปแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวใหม่ ๆ ด้วยการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงประเพณีวัฒนธรรม การท่องเที่ยววิถีชีวิตลุ่มน้ำโขง  และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 

      “กลุ่มจังหวัดสนุก (สกลนคร นครพนม มุกดาหาร) ถือเป็นกลุ่มจังหวัดที่มีภูมิศาสตร์และวิถีวัฒนธรรม ใกล้เคียงกัน และยังมีความโดดเด่นของกลุ่มชาติพันธุ์ที่สัมพันธ์กับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ได้แก่ 1) ผู้ไทย 2) ไทยญ้อ/ไทยย้อ 3) ไทยกะเลิง 4) ไทยแสก 5) ไทยโส้/ไทยกะโซ่ 6) ไทยข่า 7) ไทยอิสาน 8) ไทยโย้ย 9) ไทยกวน และ 2 เชื้อชาติ ประกอบด้วย ชาวไทยเชื้อสายจีน และชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม โดยกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้มีเอกลักษณ์วัฒนธรรม ประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนาน และมีวิถีการดำเนินชีวิตที่พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ถือเป็นจุดเด่นในการส่งเสริมและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของธุรกิจการท่องเที่ยว และการสร้างแบรนด์การท่องเที่ยวสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ในกลุ่มจังหวัดสนุก เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการตลาด โดยการสืบค้นหาข้อมูลงานประเพณีฮีตสิบสองครองสิบสี่ ประเพณีดั้งเดิมที่เกือบจะเลือนหายไป นำมารวบรวมไว้เป็นหนังสือและวิดีทัศน์ รื้อฟื้นจัดแสดงถ่ายทอดให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาและร่วมซึมซับอนุรักษ์กันต่อไป รวมถึงการสร้างต้นแบบหมู่บ้านฮีตสิบสองครองสิบสี่ ที่มีอัตลักษณ์เด่นของกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ด้วย” ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครพนม กล่าว

         สำหรับกิจกรรมในงาน “วิถีชนเผ่า งานศิลป์ถิ่นสนุก” นั้น นอกจากจะมีกิจกรรมการจัดจำหน่ายสินค้าดี สินค้าเด่นและบริการด้านการท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัดสนุกแล้ว ยังมีการจัดแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่นที่น่าสนใจ ให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสมนตเสน่ห์แห่งวิถีชนเผ่าอย่างแท้จริง อาทิ การแสดงโปงลาง การแสดงประเพณีแสกแตกสาก และการแสดงชนผ่าไทกะเลิง เป็นต้น

       การจัดงานในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการส่งเสริมพัฒนาการตลาด และประชาสัมพันธ์เอกลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของสามจังหวัดกลุ่มจังหวัดสนุก (สกลนคร นครพนม มุกดาหาร) ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศมากยิ่งขึ้นแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวกระจายรายได้สู่ชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกด้วย ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครพนมจึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มาเที่ยวชมงาน และพร้อมต้อนรับทุกท่านมาเยี่ยมเยียนได้ทุกโอกาส “เที่ยวให้สนุก สุขทั้งปี” สอบถามรายละเอียดการท่องเที่ยวอัตลักษณ์กลุ่มจังหวัดสนุกได้ที่ สำนักท่องเที่ยวและกีฬานครพนม เพจเฟสบุค : mots.nakhonphanom

ธนัญธร รวงผึ้ง รายงาน ขอบคุณภาพ/ข่าว วฐิต กลางนอก

Loading

ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง สั่งคุมเข้มมาตรการรักษาความปลอดภัยสถานศึกษา และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในพื้นที่ ต้องไม่ให้บุคคลภายนอกเข้า-ออกง่าย หวั่นซ้ำรอยจังหวัดหนองบัวลำภู

     เมื่อวันที่ 7 ต.ค.นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผวจ.ระยอง เปิดเผยถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยสถานศึกษา และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในพื้นที่ หลังเกิดเหตุกราดยิงเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่จังหวัดหนองบัวลำภู ว่า เบื้องต้นตนได้สั่งการให้ท้องถิ่นจังหวัดระยอง ได้นำข้อสั่งการไปยัง อปท.ทุกแห่งในจังหวัด ให้กำชับมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยของศูนย์พัฒนาเด็กในความดูแล และให้ทางตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านให้สอดส่องป้องกันภัย อย่าให้เหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดระยอง และให้ขอความร่วมมือจากกลุ่มมวลชนต่างๆ ในพื้นที่ ได้ช่วยกันสอดส่องพฤติกรรมของบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคม โดยเฉพาะบุคคลที่เสพยาเสพติด จะต้องช่วยกันติดตามไม่ปล่อยปะละเลย ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู เป็นเหตุสุดวิสัย แต่อย่างไรก็ตามจะต้องป้องกันไว้ก่อนไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นมาอีก

ซึ่งต่อไปอาจจะต้องมีการตรวจสุขภาพจิตบุคคลมีพฤติกรรมที่เสี่ยง รวมทั้งสถานศึกษา และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในพื้นที่ จะต้องตรวจเข้มไม่ให้บุคคลภายนอกเข้า-ออกได้ง่าย ซึ่งโรงเรียนทุกแห่งในจังหวัดระยอง จะต้องมีมาตรการและระบบรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพราะไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์สูญเสียซ้ำรอยขึ้นมา ซึ่งเด็กและเยาวชนเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ ฉะนั้นจะต้องช่วยกันปกปักดูแลเด็กและเยาวชนเหล่านี้ให้ดี…000

Loading

      อบจ.ระยอง ลงนาม MOU รับถ่ายโอน รพ.สต.40 แห่ง มาบริหารจัดการ เพื่อดูแลสุขภาพประชาชนในพื้นที่ พร้อมเดินหน้าเร่งรับถ่ายโอนที่เหลืออีก 45 แห่งให้ครบทั้งจังหวัดในปี 2566 นี้

       เมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ห้องประชุมโรงแรมโกลเด้นซิตี้ อ.เมือง จ.ระยอง นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์  ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เป็นประธานในพิธี “การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การถ่ายโอนสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี (สอน.)และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ทั้ง 40 แห่ง ให้แก่ อบจ.ระยอง” โดยมีนายปิยะ  ปิตุเตชะ นายก อบจ.ระยอง ร่วมลงนามกับผู้บริหาร.รพ.สต.ทั้ง 40 แห่ง มีนายสุพจน์ ต่ออาจหาญ ปลัดจังหวัดระยอง นายแพทย์สุนทร เหรียญภูมิการกิจ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดระยอง ผู้บริหาร อบจ.ระยอง พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นสักขีพยาน ทั้งนี้เพื่อสร้างความร่วมมือร่วมกันในการบริการด้านสาธารณสุขให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเป็นชุมชนที่เข็มแข็ง รวมถึงบุคลากรปฏิบัติราชการด้านสาธารณสุขมีความก้าวหน้าในหน้าที่ราชการ มีขวัญกำลังใจในการปฏิบัติราชการ โดยในพิธีการลงนามดังกล่าว ยังได้จัดให้มีพิธี “ผูกผ้ารับขวัญวันถ่ายโอน รพ.สต.”เพื่อต้อนรับเข้าสู่อ้อมอกของ อบจ ระยอง โดยใช้ผ้าตากะหมุก ซึ่งเป็นผ้าประจำจังหวัดระยองมาผูกให้กับผู้บริหารของ รพ.สต. ที่มารับการถ่ายโอนในครั้งนี้ด้วย

        นายปิยะ  ปิตุเตชะ นายก อบจ.ระยอง กล่าวว่า ตามแผนการกระจายอำนาจให้แก่ อปท.และแผนปฏิบัติการกำหนดขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่ อปท.ฉบับที่ 2 ได้กำหนดให้มีการถ่ายโอนภารกิจสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.) ให้แก่ อปท.เพื่อพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพในพื้นที่ และมีเป้าหมายในการเสริมสร้างระบบสุขภาพของไทยให้แข็งแรง ทั้งด้านส่งเสริมคุณภาพ ด้านป้องกันและควบคุมโรค ด้านการรักษาพยาบาล ด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพด้านการคุ้มครองผู้บริโภค การดำเนินการถ่ายโอนภารกิจฯ จึงเป็นกลไกที่สำคัญที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการด้านสุขภาพของรัฐให้เข้าถึงประชาชนได้ดีขึ้น รวดเร็ว และตรงกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่นั้นๆ

       นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมคิด วิเคราะห์ ร่วมจัดทำแผนพัฒนาด้านสุขภาพ โดยสอดรับกับระบบทุติยภูมิและตติยภูมิ ตามแผนงบประมาณการบริการสาธารณสุข พร้อม รพ.สต.และบุคลากรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความพร้อม อบจ.ระยอง จึงได้ดำเนินการจัดทำคำขอรับการประเมินความพร้อมการถ่ายโอนภารกิจฯ ให้กับ รพ.สต.ทั้ง 40 แห่ง ทั้งนี้ ได้รับการประเมินความพร้อมในระดับ”ดีเลิศ” ที่จะสามารถดูแล รพ.สต.ทั้งจังหวัด โดยอีก 45 แห่ง จะถ่ายโอนภายในปี 2566 นี้ เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานดูแลสุขภาพอนามัยของประชาชนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดีต่อไป…000

ธนัญธร รวงผึ้ง รายงาน ขอบคุณข่าว วฐิต กลางนอก

Loading

รอง ผวจ.ระยอง นำหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบส้นทางน้ำในลุ่มน้ำทับมา หาแนวทางป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ในระยะยาว

      เมื่อวันที่ 6 ต.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ว่าที่ ร.ต.พิรุณ เหมะรักษ์ รอง ผวจ.ระยอง พร้อมด้วยนายสุรชัย นำนาผล ผอ.ชลประทานระยอง นายธวัชชัย สุภาผล โยธิการและผังเมืองระยอง นายอัธยา นวลอุทัย ปภ.ระยอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบและหาแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดระยอง โดยเฉพาะลุ่มน้ำทับมา ซึ่งถูกน้ำท่วมหนักเสียหายเป็นวงกว้างเมื่อช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีนางสาวกัลยา ประสิทธิ์ภาคย์ นายอำเภอนิคมพัฒนา นายธนพล ศิริผล นายก อบต.หนองตะพาน อ.บ้านค่าย นายชูชาติ คงทน และนายฉัตร แก่กล้า รองนายกเทศมนตรีตำบลทับมา อ.เมืองระยอง ร่วมสำรวจตรวจสอบสิ่งกีดขวางทางน้ำตลอดแนวคลองตั้งแต่ อ.นิคมพัฒนา อ.บ้านค่าย จนกระทั่งตลอดแนวคลองลุ่มน้ำทับมา อ.เมืองระยอง รวมทั้งตรวจสอบอ่างเก็บน้ำของภาคเอกชน เพื่อเตรียมผันน้ำกักเก็บช่วยป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ด้วย

         ว่าที่ ร.ต.พิรุณ กล่าวว่า ปัญหาอุทกภัยที่กระทบกับพี่น้อง ปชช.ที่ผ่านมา ผวจ.ระยอง มีความเป้นห่วง จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงมาตรวจสอบ ซึ่งจากสังเกตเส้นทางน้ำตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ซึ่งอาจจะต้องสร้างอ่างเก็บน้ำรองรับไม่ให้ไหลลงไปยังปลายทาง เกิดปัญหาน้ำท่วม และการขุดลอกสิ่งกีดขวางทางน้ำ รวมทั้งช่วงปลายทางก็ต้องเร่งระบายน้ำให้เร็วที่สุดด้วย ขณะเดียวกันมีอ่างเก็บน้ำของภาคเอกชน ก็ยินดีให้ความร่วมมือในการผันน้ำเข้ามายังอ่างได้ นอกจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะได้ไปตั้งงบประมาณจัดซื้ออุปกรณ์สัญญาณแจ้งเตือนปริมาณที่เพิ่มขึ้นในคลอง เพื่อให้สามารถรับมือได้ทัน

          ทั้งนี้ในส่วนของการแก้ไขปัญหาระยะยาวนั้น เส้นทางน้ำที่ต้นทาง โดยทาง อบจ.ระยอง รับว่าจะไปหาวิธีเบี่ยงทางน้ำ เพื่อให้ไปลงลุ่มน้ำอื่นด้วย ช่วยระบายน้ำไม่ให้มารวมที่ลุ่มน้ำเดียว ขณะที่ปลายทางของเส้นทางน้ำต้องหาวิธีทำให้น้ำระบายเร็วที่สุด ซึ่งอาจจะต้องทำท่อลัดให้ลงทะเลเร็วขึ้น รวมทั้งอาจจะมีการสร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่มอีกจุดที่บริเวณเขาจอมแห เขตพื้นที่ของ อ.นิคมพัฒนา เพื่อดักปริมาณที่ต้นทางของเส้นทางน้ำอีกด้วย.

ธนัญธร รวงผึ้ง รายงาน ขอบคุณภาพ/ข่าว วฐิต กลางนอก

Loading

GC จับมือ GPSC เปิดโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบลอยน้ำ หรือ Solar Floating สอดรับแนวทาง Together to Net Zero

วันที่ 4 ต.ค. ที่ อาคาร Canteen บ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) สาขาที่ 5 มาบตาพุด จ.ระยอง คุณอนุทิน ช่วยเพ็ญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานอะโรเมติกส์ และคุณศุภสิทธิ์ ทองศุภโชค ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานสาธารณูปโภค บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)หรือ GC และ  คุณศรีประภา สำรวจรวมผล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่การพาณิชย์และจัดซื้อ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ร่วมกันทำพิธีเปิดโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบลอยน้ำ หรือ Solar Floating ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง ผู้นำด้านนวัตกรรมด้านพลาสติก และ ผู้นำนวัตกรรมด้านพลังงาน ร่วมกันพัฒนาโครงการที่นำแสงอาทิตย์มาผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า เพื่อมาใช้ในกระบวนการผลิตของโรงงานอะโรเมติกส์สาขาที่ 2 เป็นแห่งแรกของกลุ่มบริษัท GC Group ที่เป็นการติดตั้งแบบลอยน้ำในบ่อภายในโรงงานฯ ซึ่งสอดรับกับแนวทางของทั้งสององค์กรเรื่อง Carbon Neutrality และ Net Zero Emissions มุ่งสู่เป้าหมาย “Together To Net Zero” ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ร่วมกัน

การใช้พลังงานสะอาด ได้แก่ แสงอาทิตย์มาผลิตไฟฟ้าแบบลอยน้ำ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ชะลอวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้อย่างเป็นรูปธรรม สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ถึง 1.12 ล้านหน่วยต่อปี  ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศ ได้เทียบเท่า 564 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี ตลอดอายุสัญญา 20 ปี โดย GC มีแผนงานที่จะขยายการติดตั้งโครงการผลิตไฟ้ฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ไปยังโรงงานปิโตรเคมีของ GC Group เพื่อสนับสนุนแนวทาง Together to Net Zero ต่อไป

โดยในส่วนของทุ่นลอยน้ำ เป็นการนำนวัตกรรมด้านพลาสติก ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (เม็ดพลาสติก InnoPlus) จากการพัฒนาของ GC Group ที่มีคุณสมบัติเด่นเรื่องความแข็งแรง ทนทานต่อการกระแทก ทนความร้อนและสารเคมีได้สูง มีความยืดหยุ่นสามารถขึ้นรูปทรงได้หลายรูปแบบ มาผลิต เพื่อใช้ในโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบลอยน้ำ (Floating Solar) นับเป็นแห่งแรกในการพัฒนาวิศวกรรมพลาสติกที่มีขนาดใหญ่ของ GC Group ให้มีส่วนช่วยในการรักษาสิ่งแวดล้อม ยิ่งใกล้คุณยิ่งต้องดี

ทั้งนี้ GPSC Group แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้า และพลังงานอัจฉริยะกลุ่ม ปตท.   เป็นผู้ดำเนินโครงการทั้งหมด ทั้งในด้านการพัฒนาโครงการ และ การบริหารการผลิต โดยการพัฒนาโครงการได้มอบหมายให้ บริษัท ผลิตไฟฟ้าและพลังงานร่วม จำกัด (CHPP) ซึ่งเป็นบริษัท flagship ทางด้าน Solar energy ของกลุ่ม GPSC ทำการออกแบบและก่อสร้าง Floating Solar และระบบยึดโยงทุ่นลอยน้ำ และ ผลิตทุ่นลอยน้ำจากวัสดุ InnoPlus ให้มีเสถียรภาพและความพร้อมในการผลิตไฟฟ้าที่ได้จากพลังงานจากแสงอาทิตย์  ส่วนการบริหารการผลิต จะมีการควบคุมการผลิตและบำรุงรักษาเพื่อให้มีการจัดส่งไฟฟ้าอย่างมีมาตรฐานตลอดอายุสัญญา 20 ปี เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งเป็นการเน้นย้ำอีกครั้งถึงความเป็นผู้นำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้า โดยใช้ความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีภายในกลุ่มบริษัท ในการเพิ่มศักยภาพการพัฒนาโครงการด้านพลังงานหมุนเวียนรูปแบบต่างๆ..000

ธนัญธร รวงผึ้ง รายงาน

Loading

        บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ร่วมกับเทศบาลตำบลบ้านเพสนับสนุนการจัดพิมพ์ หนังสือทรงคุณค่า “บ้านเพ ที่ไม่ทันได้เห็น” จำนวน 5,000 เล่ม มอบให้ หน่วยงาน สถาบันการศึกษา ชุมชน ในจังหวัดระยอง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาของเยาวชน ประชาชนในพื้นที่ และบุคคลทั่วไปที่สนใจ ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อสร้างค่านิยมที่ดี และสำนึกรักบ้านเกิด

        เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2565 ได้มีการจัดพิธีรับ-มอบหนังสือ “บ้านเพ ที่ไม่ทันได้เห็น” ซึ่งจัดขึ้น ณ ห้องประชุมชั้น 3 เทศบาลตำบลบ้านเพ โดยได้รับเกียรติจาก นายไพรัตน์ อรุณเวสสะเศรษฐ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบ้านเพนายจิระศักดิ์ มหาสุคนธ์ ที่ปรึกษาฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) (SPRC), นางสาวภัทรา ลอยใหม่ ผู้จัดการชุมชนสัมพันธ์ บริษัท อูเบะ เคมิคอลส์ (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) (UBE), นายทิม บุญรอด ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดระยอง, นายเฉลียว ราชบุรี รองประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดระยอง (ผู้รวบรวม/เรียบเรียง), นายพงศ์ปณต ใจยา (ฐานะวีโร) เลขานุการประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดระยอง, นายเกียรติศักดิ์ เสือโตประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอเมืองระยอง, นายจิรพันธุ์ สัมภาวะผล ประธานสภาวัฒนธรรมตำบลเพ, ผู้แทนจากวัดเภตราสุขารมย์, นาวาอากาศโทหญิง ศันศนีย์ มังคละศิริ ผู้แทนสถานีรายงานบ้านเพ กองทัพอากาศ, ผู้แทนชุมชน 23 ชุมชน ผู้แทนสถาบันการศึกษา 11 สถาบัน และหน่วยงานต่าง ๆ ในเขตพื้นที่เทศบาลตำบลบ้านเพ ร่วมรับ-มอบหนังสือดังกล่าว

       นายจิระศักดิ์ มหาสุคนธ์ กล่าวภายในงานว่า บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) ได้ตระหนักถึงความสำคัญในประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่น ควรค่าแก่การบันทึก เผยแพร่ เพื่อประโยชน์ต่อการศึกษาของเยาวชน และประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งหนังสือ “บ้านเพ ที่ไม่ทันได้เห็น” ได้รวบรวมประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของบ้านเพ และจังหวัดระยอง ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งยังเป็นความทรงจำร่วมของชุมชน ที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่า เหมาะอย่างยิ่งสำหรับเยาวชน และประชาชนในพื้นที่ เพื่อสร้างค่านิยมที่ดี ทำให้เกิดความสำนึกรักบ้านเกิดเมืองนอน

          หนังสือ “บ้านเพ ที่ไม่ทันได้เห็น” เป็นหนังสือที่รวบรวมเอาความเป็นบ้านเพในมิติต่าง ๆ อาทิ ประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตในท้องถิ่น โดยจัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม และรวมถึงการเผยแพร่ในรูปแบบออนไลน์ เพื่อประโยชน์ในการเป็นฐานข้อมูลสำหรับการศึกษาแก่ บุคคล หน่วยงาน และสถานศึกษาที่เกี่ยวข้องและปรากฎเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์เป็นคุณานุประโยชน์ต่อไป..000

ธนัญธร รวงผึ้ง รายงาน

Loading

     กลุ่มผู้ประกอบการหาบเร่-แผงลอย ถูกตัดสิทธิเยียวยาเหตุน้ำมันรั่วกลางทะเลระยอง 1,000 ราย ยื่นฟ้องแพ่งบริษัทต้นตอขอชดเชย

     เมื่อวันที่ 4 ต.ค.ที่ศาลาการเปรียญวัดเพตราสุขารมย์ ต.เพ อ.เมือง จ.ระยอง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้ประกอบการกลุ่มอาชีพหาบเร่แผงลอย หรืออาชีพอื่นๆ ซึ่งอยู่ในกลุ่มที่ 4 ที่มีการจัดลำดับไว้ในการเจรจาชดเชยเยียวยา เหตุได้รับผลกระทบจากน้ำมันดิบของบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จก.(มหาชน) หรือ SPRC รั่วไหลกลางทะเลระยอง เมื่อวันที่ 25 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยมีประกอบการจากหาดแม่รำพึง หาดสุชาดา หาดสวนสน เกาะเสม็ด อ.เมืองระยอง และหาดแหลมแม่พิมพ์ อ.แกลง จำนวน 1,000 ราย นำเอกสารหลักฐานส่งให้ทีมทนายความ โดยมี จ.ส.ต.ดร.รัฐ กันภัย นักกฎหมายมหาชน เป็นผู้แทนรับมอบอำนาจในการฟ้อง”คดีแพ่งด้านสิ่งแวดล้อม”และ นางสริญทิพญ ทัพมงคลทัพ นายกสมาคมท่องเที่ยวเกาะเสม็ด ในฐานะผู้ประสานงานด้านการท่องเที่ยวคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พรรคไทยสร้างไทย ให้คำปรึกษา และได้รับมอบหมายในการรวบรวมเอกสารหลักฐานดำเนินการยื่นฟ้องแพ่งต่อศาล เพื่อเรียกร้องขอชดเชยเยียวยา

          นางสริญทิพญ กล่าวว่า ทางตนได้รับการร้องเรียนตั้งแต่เริ่มมีเหตุน้ำมันรั่วไหลแล้ว จนกระทั่งล่วงเลยมากว่า 8-9 เดือนแล้ว สรุปแล้วประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้รับหนังสือตอบรับจากทางบริษัท SPRC ว่ากลุ่มอาชีพดังกล่าว ซึ่งมีจำนวนกว่า 4,000-5,000 ราย ไม่ได้รับผลกระทบ ซึ่งทั้งหมดได้รับผลกระทบ แต่ทางบริษัทประเมินว่าไม่ได้รับผลกระทบ จึงปฏิเสธการเยียวยา ซึ่งจริงๆ แล้ว จะน้ำมัน 1 หยด หรือ 400,000 ลิตร ก็ได้รับผลกระทบแล้ว ซึ่งผู้ประกอบการรู้สึกว่าบริษัทไม่มีความจริงใจ จึงได้มีการร้องเรียนเกิดขึ้น และมีการรวมกลุ่ม เพื่อฟ้องร้องเรียกร้องเยียวยาขึ้นดังกล่าว ทั้งนี้จากการประชุมครั้งล่าสุดทางผู้ใหญ่ของจังหวัดก็เห็นด้วยและสมควรให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบฟ้องและร้องต่อไป เพื่อที่จะให้บริษัทรับผิดชอบ ซึ่งกลุ่มที่ถูกตัดสิทธิเป็นกลุ่มอาชีพอื่นๆ ในวงเงินที่จะได้รับการชดเชย 15,000-30,000 บาท บางคนไม่ได้รับการติดต่อหรือประสานงานใดๆ ตั้งแต่เกิดเหตุ น่าเห็นใจ จึงได้มียื่นมือเข้ามาช่วยในการฟ้องร้องขอค่าชดเชยเยียวยา โดยทีมทนายไม่ได้มีการคิดค่าทนายแต่อย่างใด….000

ธนัญธร รวงผึ้ง รายงาน ขอบคุณภาพ/ข่าว วฐิต กลางนอก