Loading

ทช.จับมือภาคเอกชน เก็บขยะชายหาด-ปลูกป่าชายเลน ปากน้ำประแส จ.ระยอง เนื่องในวันอนุรักษ์ชายฝั่งสากล ปี 66

     สำนักงานทรัพยากรทางทะเลที่ 1 ร่วมกับกลุ่มบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง นำโดย อินทรี อีโคไซเคิล พร้อมด้วย ‘ชุมชน-พันธมิตร’ กว่า 200 คน จัดกิจกรรม “เก็บขยะชายหาด” ระยะทาง 1.5 กม. พร้อม “ปลูกป่าชายเลน” จำนวน 400 ต้น ณ ปากน้ำประแส อ.แกลง จ.ระยอง เนื่องในวันอนุรักษ์ชายฝั่งสากล

     เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 16 กันยายน 2566 ที่ศูนย์เรียนรู้ปากน้ำประแส ต.ปากน้ำประแส อ.แกลง จ.ระยอง นายไชยรัตน์ เอื้อตระกูล นายกเทศมนตรีตำบลปากน้ำประแส นายภุชงค์ สฤษฎีชัยกุล ผู้อำนวยการสำนักงาน ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นางสาวสุจินตนา วีระรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินทรี อีโคไซเคิล จำกัด ร่วมเปิดกิจกรรมเก็บขยะชายหาดและปลูกป่าชายเลน โดยมีทีมอินทรีอาสา พร้อมด้วยพันธมิตร ประกอบด้วย บริษัท ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด หรือ ช่อง 7HD บริษัท อินโน พรีคาสท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของพฤกษาโฮลดิ้ง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตระยอง และชุมชนปากน้ำประแส รวมกว่า 200 คน ร่วมเก็บขยะชายหาดและปลูกป่าชายเลน สำหรับขยะที่ไม่สามารถนำมารีไซเคิลและมีค่าความร้อน จะถูกคัดแยกและส่งไปที่อินทรี อีโคไซเคิล เพื่อนำมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงขยะ หรือ RDF (Refuse Derived Fuel) นำความร้อนกลับมาใช้ใหม่ (Energy Recovery) ทดแทนการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตปูนซีเมนต์

       นอกจากนี้ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับขยะเชื้อเพลิง และ ให้ความรู้เกี่ยวกับขยะไมโครพลาสติก และอันตรายที่เกิดจากการปนเปื้อนของขยะไมโครพลาสติกในระบบนิเวศ โดยดร.อุดมศักดิ์ บุญมีรติ คณะวิทยาศาสตร์ พลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตระยอง

     นางสาวสุจินตนา วีระรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินทรี อีโคไซเคิล จำกัด บริษัทในกลุ่มบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง เปิดเผยถึงกิจกรรมเก็บขยะชายหาดและปลูกป่าชายเลน ภายใต้โครงการ INSEE Green Heart Plus ว่า กลุ่มบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวงให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมเสมอมา ตามกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาด้านความยั่งยืน ปี พ.ศ. 2573 ของกลุ่มบริษัทฯ จึงได้จัดกิจกรรมเนื่องในวันอนุรักษ์ชายฝั่งสากลประจำปี 2566 ซึ่งตรงกับวันเสาร์ของสัปดาห์ที่ 3 ในเดือนกันยายนของทุกปี เพื่อช่วยลดปริมาณขยะไม่ให้หลุดรอดสู่สิ่งแวดล้อม และมุ่งสร้างจิตสำนึกการแก้ปัญหาขยะในทะเลอย่างยั่งยืน “อินทรี อีโคไซเคิล ในฐานะผู้ให้บริการจัดการของเสียและบริการภาคอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน ได้สนับสนุนและผลักดันความร่วมมือกับลูกค้าและพันธมิตรในการจัดการขยะตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่า “ขยะ” คือ “ทรัพยากร” ที่ต้องบริหารจัดการให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุด ปัจจุบันปัญหาที่เกิดจากขยะมูลฝอยสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สิ่งมีชีวิตและสุขภาพของเราทุกคนเป็นอย่างมาก”

       จากรายงานประจำปี 2565 ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พบว่าขยะตกค้างชายฝั่งที่เก็บส่วนใหญ่เป็นขยะพลาสติกที่ร้อยละ 81 นอกจากนี้ข้อมูลสถิติจากโครงการอนุรักษ์ชายฝั่งสากล (International Coastal Cleanup™ Results) พบว่า 3 อันดับแรกของขยะที่เก็บได้ของประเทศไทยในปี 2565 คือ ถุงพลาสติก ขวดพลาสติก และหีบห่อบรรจุภัณฑ์อาหาร ตามลำดับ ซึ่งขยะเหล่านี้หากมีการคัดแยกและจัดการอย่างถูกวิธี จะช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องส่งไปบ่อขยะ สามารถนำกลับมาใช้เป็นทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและยั่งยืนต่อไป

     โดยอินทรี อีโคไซเคิล ในฐานะผู้นำด้านการให้บริการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพและการบริการภาคอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน มีความเชี่ยวชาญในกระบวนการเผาร่วมในเตาเผาปูนซีเมนต์ (Co-processing) และการนำขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้มาใช้เป็นเชื้อเพลิงขยะ (Refuse derived fuel : RDF) ซึ่งจะทำให้ปริมาณขยะที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน และขยะตกค้างสะสมที่อาจหลุดรอดสู่ทะเลมีปริมาณที่น้อยลง

     อินทรี อีโคไซเคิล ได้ริเริ่มโครงการรื้อร่อนขยะมูลฝอยจากบ่อขยะ และส่งเสริมให้มีจุดรวบรวมขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ โดยเฉพาะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว ขยะที่ไม่มีการรับซื้อและมีมูลค่าต่ำไม่คุ้มในการนำมารีไซเคิล เช่น ถุงพลาสติก ภาชนะ ช้อนส้อมพลาสติก มาผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพและจัดการต่างๆ เพื่อผลิตเป็นเชื้อเพลิงขยะ ซึ่งเป็นการนำขยะมูลฝอยชุมชนมาใช้เป็นพลังงาน เป็นการสนับสนุนการปิดวงจร หรือ Close the Loop ของขยะที่หลงเหลือไม่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ ไม่ให้รั่วไหลไปสู่บ่อขยะและสิ่งแวดล้อม ตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy ซึ่งเป็นโมเดลเศรษฐกิจใหม่ “BCG” หรือ Bio-Circular-Green Economy เศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว ในแนวทางของการพัฒนาองค์กรที่ยั่งยืน (SDGs) รวมทั้งขยายความร่วมมือกับพันธมิตรในการป้องกันและแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกอย่างต่อเนื่อง.

Loading

SCGC จับมือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และภาคีเครือข่าย เปิดตัวโมเดล Nets Up สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนอวนประมงไม่ใช้แล้วสู่ Marine Materials วัสดุรีไซเคิล ทางเลือกใหม่เพื่อความยั่งยืน

      เมื่อวันที่ 16 ก.ย.ที่โรงแรมแคทารี่เบย์ อ.เมือง จ.ระยอง นายพิชิต สมบัติมาก รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดร.สุรชา อุดมศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานนวัตกรรม และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ร่วมเปิดตัวโมเดล Nets Up ซึ่งเป็นโมเดลในการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อทะเลยั่งยืน เปลี่ยนอวนประมงที่ไม่ใช้แล้วสู่ Maine Mateials วัสดุทางเลือกใหม่จากนวัดกรรมริไซเคิล เพื่อนำไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง อาทิ ธุรกิจสิ่งทอด้วยการขึ้นรูปเป็นเส้นด้ายและทอเป็นผืนผ้าสำหรับแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อัปไชเคิด สร้างทางเลือกใหม่ให้กับเจ้าของแบรนด์สินค้า และผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดปัญหาขยะทะเลพร้อมสร้างการมีส่วนร่วมเพื่อสิ่งแวดล้อมทางทะเลอย่างยั่งยืนและช่วยลดภาวะโลกร้อน

      ดร.สุรชา อุดมศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานนวัตกรรม และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC กล่าวว่า โมเดล “Nets Up” ได้เชื่อมโยงโซ่คุณค่า (Value Chain) อย่างครบวงจร โดยเริ่มต้นที่การจัดการอวนประมงที่ไม่ใช้แล้ว และนำเข้าระบบการซื้อขายของธนาคารขยะชุมชน ผ่านแอปพลิเคชั่น “คุ้มค่า”จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการรีไชเคิลเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง และพัฒนาเป็น Marine Materials วัสดุรีไซเคิลจากอวนประมงไม่ใช้แล้ว เช่น วัสดุผ้าในธุรกิจสิ่งทอ บรรจุภัณฑ์ อุปกรณ์รองเท้ากีฬา ชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์ไฟฟ้า เป็นต้น นอกจากนี้ภายในงานฯ ยังได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมด้วยการบริหารจัดการขยะทะเล และการพัฒนานวัตกรรมตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน พร้อมทั้งการประกาศเจตนารมย์แสดงความร่วมมือของภาคส่วนต่างๆ ได้แก่ SCGC กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1 (ทช.) สมาคมเยาวชน The Youth Fund องค์กร AEPW(Alliance to End Plastic Waste) ทีมพลาสเคมีคอล ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ Ny-One ไทยแทฟฟิต้า กลุ่มอุตสาหกรรมปีโตรเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย สมาคมส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (ประเทศไทย) ชุมซนประมงนำร่อง และเครือข่ายพิทักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล

Loading

ผู้ว่าฯระยอง เปิดประชุม คกก.ร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจจังหวัดระยอง(กรอ.)ในรูปแบบสัญจรที่เทคนิคระยอง มี ครู นศ.นำผลงานเด่นการเรียน การสอนโชว์ต่อหน้าผู้ว่าฯระยอง

     เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 15 ก.ย.ที่ห้องประชุมวิทยาลัยเทคนิคระยอง ต.ท่าประดู่ อ.เมือง จ.ระยอง เป็นประธานในการประชุม คกก.ร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจจังหวัดระยอง(กรอ.จังหวัดระยอง)ครั้งที่ 7/2566 ในรูปแบบสัญจร มีส่วนราชการ ภาครัฐ และเอกชนใน จ.ระยอง เป็น คกก.ร่วมประชุมฯ มีนายอานุภาพ วาสะสิริ นางณัฐธารีย์ สิริกุลปัญญาพร และนายชาคริต รุ่งรัตน์ รอง ผอ.เทคนิคระยอง ให้การต้อนรับ พร้อมนำผลงานเด่รด้านการเรียน การสอน และสิ่งประดิษฐ์ของ นศ.แผนกวิชาต่างๆ มาโชว์ให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้เห็นและรับทราบด้วย ทั้งนี้ที่ประชุมมีวาระที่สำคัญ การติดตามรายงานสถานการณ์ภาวะเศรษฐกิจและการคลัง สถานการณ์น้ำ การติดตามความคืบหน้าการดำเนินโครงการพื้นที่จังหวัดระยอง ตามนโยบายเขตพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC รวมทั้งการพิจารณาข้อเสนอของภาคเอกชน ด้านการลงทุน แรงงาน การท่องเที่ยวโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ และด้านกฏระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจของจังหวัดระยองด้วย

      ทั้งนี้การประชุม กรอ.ดังกล่าว สืบเนื่องมาจาก ครม.มีมติเมื่อวันที่ 27 ต.ค.58 รับทราบและเห็นชอบผลการประชุมร่วมระหว่างนายกรัฐมนตรีกับภาคเอกชน เมื่อวันที่ 7 ต.ค.58 นายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดประชุม คกก.ร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมออย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง ซึ่งจังหวัดระยอง ได้มีคำสั่งแต่งตั้ง คกก.ร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจจังหวัดระยอง(กรอ.จังหวัดระยอง)ขึ้น เพื่อทำหน้าที่ในการให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจของจังหวัดระยองดังกล่าว.

Loading

ผอ.เทคนิคระยอง ปฐมนิเทศ และให้โอวาทนักศึกษา ก่อนเดินทางไปแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การจัดการเรียนการสอน ณ ประเทศสิงคโปร์

     เมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่วิทยาลัยเทคนิคระยอง อ.เมือง จ.ระยอง นายกิตติพงค์ อุตตมะเวทิน ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคระยอง ปฐมนิเทศและให้โอวาทนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคระยอง ก่อนเดินทางไปแลกเปลี่ยนประสบการณ์การจัดการเรียนการสอน ณ ประเทศสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 17-30 ก.ย.66 นี้ ภายใต้โครงการแลกเปลี่ยน International student exchange program ระหว่างประทศสิงคโปร์และประเทศไทย

      ซึ่งโครงการนี้มีวัตถุประสงค์ให้นักศึกษา ครู มีโอกาสพบปะ สร้างเครือข่ายและร่วมทำกิจกรรมด้านวิชาการ นันทนาการและแลกเปลี่ยนภาษา ตลอดจนฝึกทักษะต่างๆ เพื่อสามารถนำมาใช้ประยุกต์ใช้กับการจัดการเรียนการสอนระบบอาชีวศึกษาต่อไป.

Loading

เทศกาลทิ้งกระจาด มูลนิธิสว่างพรกุศลระยอง คึกคัก ปชช.นับพันคนแห่รับแจกข้าวสาร ถุงยังชีพแน่น ทั้งเด็กคนชรา-หญิงตั้งครรภ์


เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 14 ก.ย.66 ที่มูลนิธิสว่างพรกุศลระยอง อ.เมือง จ.ระยอง นายอนันต์ นาคนิยม รอง ผวจ.ระยอง เป็นประธานเปิดงานเทศกาลทิ้งกระจาด ประจำปี 2566 โดยได้มีการมอบถุงยังชีพ ข้าวสาร อาหารแห้ง และข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน มีประชาชนเบียดเสียดแน่นกว่า 3,000 คน มารับบริจาค มีทั้งคนชรา คนพิการ ผู้หญิง-ผู้ชาย หญิงตั้งครรภ์ และลูกเด็กเล็กแดง โดยมีเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิสว่างพรกุศลระยอง ช่วยดูแลให้การช่วยเหลืออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนด้วย


นายอาทร วงศ์วีรธร ประธานมูลนิธิสว่างพรกุศลระยอง กล่าวว่า งานเทศกาลทิ้งกระจาดในปีนี้มีประชาชนมารับของบริจาคจำนวนมาก โดยทางมูลนิธิฯ ได้เตรียมข้าวสารถุงละ 5 กก.จำนวน 5,000 ถุง และถุงยังชีพอีกจำนวนหนึ่งรวมมูลค่าของการบริจาคในครั้งนี้กว่า 800,000 บาท

Loading

บ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน)หรือ GC จับมือ TotalEnergies ENEOS เปิดโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์  Solar Rooftop เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero

     เมื่อวันที่ 14 ก.ย.66 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน) หรือ GC ได้จับมือกับ บ. TotalEnergies ENEOS ขับเคลื่อนโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) เพื่อช่วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ภายใต้โครงการนี้มีการดำเนินการผลิตไฟฟ้าด้วยการติดตั้งแผงโซลาร์กว่า 11,000 แผง บนหลังคาของโรงงาน 5 แห่งของ บ.GC เป็นการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 6.7 เมกะวัตต์-พีค (MWp) สร้างพลังงานทดแทนประมาณ 9,500 เมกะวัตต์-ชั่วโมง (MWh) ต่อปี ทำให้ บ.GC ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศได้เทียบเท่า 4,300 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้มากกว่า 64,500 ต้นตลอดระยะเวลาของสัญญา อีกทั้งยังสอดรับกับแนวทางการดำเนินงานของ บ.GC ที่มีแผนในการเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่นยืนไปพร้อมกับการดูแลลูกค้า ภายใต้แนวคิด “Together To Net Zero” ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ร่วมกันเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ด้วยเป้าหมายระยะกลางในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดลง 20% ภายในปี 2573 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593

     คุณปานโชค เอื้อธนาภา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานสาธารณูปโภค บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC กล่าวว่า หนึ่งในการดำเนินงานของ บ.GC เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม คือการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานสะอาดที่ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการนำทรัพยากรธรรมชาติกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างยั่งยืน โดยพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) จะถูกนำมาใช้ในกระบวนการผลิตของโรงงานทั้ง 5 แห่ง และอาคารสำนักงานระยองของ บ.GC ในอนาคต บริษัทฯ มีแผนงานที่จะขยายการติดตั้งโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ไปยังโรงงานปิโตรเคมีของ GC Group เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ (Net Zero)

      Miss. Elodie Renaud กรรมการผู้จัดการ บริษัท TotalEnergiesENEOS Renewables Distributed Generation Asia กล่าวว่า เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับความเชื่อมั่นจาก บ.GC ให้เป็นพันธมิตรด้านพลังงานในระยะยาว ในโครงการขนาด 6.7 MWp นี้ และได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนแนวทาง Together to Net Zero ในฐานะผู้ให้บริการด้านพลังงานแสงอาทิตย์ชั้นนำในภูมิภาค เรามุ่งมั่นในเรื่องคุณภาพและความน่าเชื่อถือของการดำเนินงานตลอดระยะเวลา 20 ปี โดย TotalEnergies ENEOS ยินดีในความร่วมมือระยะยาวกับ บ.GC ต่อไป.

Loading

อำเภอช้างกลาง จับมือ อบต.ช้างกลาง เติมแนวคิดต้านยาเสพติดให้เด็กและเยาวชนรุ่นใหม่

     นางศศิภัสสร บุณยเกียรติ นายก อบต.ช้างกลาง เปิดเผยว่า ตามที่หารือร่วมกับนายฐิติวัช บุญกิจ นายอำเภอ ช้างกลาง ในเรื่องการสร้างเด็กและเยาวชนให้เข้าใจในมหันตภัยของยาเสพติดทุกชนิดนั้น จึงได้จัดให้มีโครงการบ่มเพาะต้นกล้าต้านยาเสพติด ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ให้เด็กและเยาวชนในเขต อบต.ช้างกลาง ได้รับรู้ถึงพิษภัยและผลกระทบที่ก่อให้เกิดมหันตภัยร้ายแรงต่อชีวิตหากไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ขณะเดียวกันจะสร้างเครือข่ายเด็กและเยาวชนที่ผ่านการอบรมเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ได้เป็นอาสาสมัครในการที่จะทำความเข้าใจกับเพื่อนในวัยเดียวกันและวัยใกล้เคียงกัน โดย อบต.ช้างกลาง มีความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะขยายผลเพื่อให้ลูกหลานเยาวชนของคนในตำบลช้างกลาง ได้ปลอดจากสารเสพติดทุกชนิด รวมตลอดถึงจะสร้างความรับรู้ให้กับทุกครัวเรือนให้เป็นครอบครัวสีขาวไปด้วยกัน เป็นชุมชนปลอดยาเสพติด ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชน ซึ่งจะเป็นอนาคตที่สำคัญของสังคมต่อไป

       ด้านนายวีระพล ชูแสง รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลาง กล่าวเพิ่มเติมว่า ตามแนวนโยบายของนายฐิติวัช บุญกิจ นอภ.ช้างกลาง และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลาง ตนและผู้ช่วยผู้บริหารทุกระดับ รวมทั้งข้าราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลาง พร้อมตอบสนองนโยบายอย่างเต็มที่ จากนั้นจะขยายผลแนวคิดนี้ไปยังกลุ่มประชาชน กลุ่มต่างๆ ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลาง โดยอาศัยภาคีเครือข่ายขององค์การบริหารส่วนตำบลช้างกลางที่มีอยู่อย่างเต็มที่ต่อไป.

Loading

พ่อเมืองระยอง มอบเอกสารเข้าทำประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ‘ป่าบ้านนาและป่าทุ่งควายกิน’ แก่ ประชาชนชาว อ.แกลง

    เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 13 ก.ย.ที่ศาลาประชาคมอำเภอแกลง ที่ว่าการอำเภอแกลง จ.ระยอง นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผวจ.ระยอง เป็นประธานในพิธีมอบสมุดประจำตัวแก่ผู้ได้รับอนุญาตให้ทำกินตามนโยบายรัฐบาล และ คทช.ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ‘ป่าบ้านนาและป่าทุ่งควายกิน’ต.กระแสบน อ.แกลง จ.ระยอง มีนายวิรัตน์ สุวรรณแก้ว เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดระยอง น.ส.กานต์จรัส เอียดทองใส นอภ.แกลง นายธวัชชัย สุภาผล โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดระยอง นายเฉลิม พุ่มไม้ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดระยอง นายคีรีวัฒน์ อ้นพร้อม ประชาสัมพันธ์จังหวัดระยอง นายอนุชาติ ภิญโญ ผู้อำนวยการศูนย์ป่าไม้ระยอง นายเจษฎา จันทโชติ สหกรณ์จังหวัดระยอง และนางวันเพ็ญ นามคุณ พมจ.อ.แกลง ร่วมเป็นสักขีพยาน

      นายวิรัตน์ สุวรรณแก้ว เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดระยอง กล่าวว่า สำหรับแปลงที่ดิน ป่าสงวนแห่งชาติ ‘ป่าบ้านนาและป่าทุ่งควายกิน’ เป็นพื้นที่ที่มีราษฎรครอบครอง อยู่อาศัย และทำกิน ตามบัญชีรายชื่อที่กรมบำาไม้ ซึ่งเป็อนุกรรมการและเลขานุการ คณะอนุกรรมการจัดหาที่ดิน จัดส่งมา โดยจัดให้ได้รับที่ดินทำกิน/ที่อยู่อาศัย รายละไม่เกิน 20 ไร่ ซึ่งคณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัด(คทช.จังหวัดระยอง)ได้เห็นชอบให้ได้รับการจัดที่ดิน รวมจำนวน 1,018  แปลง 850 ราย ซึ่งกรมที่ดิน ได้ดำเนินการและจัดส่งสมุดประจำตัวผู้ได้รับอนุญาต จำนวน 581 เล่ม 485 ราย มาให้ คทช.จังหวัดระยอง เพื่อมอบให้แก่ผู้ได้รับอนุญาต และสำนักงานที่ดินจังหวัดระยองได้จัดพิธีมอบสมุดประจำตัวแก่ผู้ได้รับอนุญาตดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2564 และกรมที่ดินได้จัดส่งสมุดประจำตัวผู้ได้รับอนุญาตที่ยังคงเหลือ อีกจำนวน 437 เล่ม 365 ราย มาเพื่อมอบให้แก่ผู้ได้รับอนุญาต

     สำนักงานที่ดินจังหวัดระยอง จึงได้จัดทำโครงการมอบสมุดประจำตัว ผู้ได้รับอนุญาตให้ทำกินตามนโยบายรัฐบาล และ คทช.โดยจัดให้มีผู้เข้ารับมอบสมุดประจำตัวบางส่วน จำนวน 100 ราย 129 เล่ม และให้นายบุญสืบ แกล้วกล้า กำนันตำบลกระแสบน เป็นผู้แทนรับมอบสมุดประจำตัว จำนวน 308 เล่ม เพื่อนำไปมอบให้แก่ผู้ได้รับอนุญาตต่อไป.

Loading

GPSC ร่วมกับมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าพระนครเหนือวิทยาเขตระยอง จัดโครงการ “GPSC Digital Marketing Model Y2023” สนับสนุนเยาวชนพัฒนาแผนการตลาดผ่านสื่อดิจิทัลเพื่อวิสาหกิจชุมชน

       ส่วนกิจการเพื่อสังคม บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. โดย คุณสมชัย กลิ่นสุวรรณมาลี ผู้จัดการส่วนกิจการเพื่อสังคม ร่วมกับคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าพระนครเหนือวิทยาเขตระยอง โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐพล พุ่มศิริ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและคณะอาจารย์ นักเรียนนักศึกษา จัดการประกวดแข่งขันโครงการ “GPSC Digital Marketing Model Y2023” ถือเป็นโครงการที่มุ่งเน้นให้การสนับสนุนเยาวชนในการพัฒนาแผนการตลาดผ่านสื่อดิจิทัล เพื่อช่วยเหลือวิสาหกิจชุมชน โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายและสร้างรายได้ให้แก่วิสาหกิจชุมชน โดยในปีนี้นำร่องกับวิสาหกิจชุมชนธนาคารขยะออมทรัพย์บ้านไผ่ อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ที่มีการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากขยะพลาสติก ภายใต้แบรนด์ “Tayla เทฬา”

         GPSC มีความมุ่งมั่นที่จะนำนวัตกรรม องค์ความรู้ ความสามารถ และความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจ มาพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นให้มีความปลอดภัย มีอาชีพที่มั่นคง ซึ่งเป็นผลดีต่อทั้งร่างกายและจิตใจ รวมถึงช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ นอกจากนี้ยังจะช่วยเพิ่มความเข้มแข็งให้กับวิสาหกิจชุมชนในยุคตลาดดิจิทัลที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและสนับสนุนการเรียนรู้ พัฒนาทักษะของเยาวชนในพื้นที่ โดยเปิดโอกาสให้ได้ศึกษาเรียนรู้และลงมือปฏิบัติ ทำให้เยาวชนมีความเชี่ยวชาญสร้างคุณค่ากับตลาดแรงงานในอนาคต ส่งผลสู่ความยั่งยืนแก่สังคมรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ…00

ธนัญธร รวงผึ้ง รายงาน

Loading

จ.ระยอง เพิ่มศักยภาพกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มุ่งส่งเสริมให้ ปชช.มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี สังคมมีความสงบเรียบร้อย ภายใต้’โครงการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ประจำปี 2566′

     เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 12 ก.ย.ที่ห้องประชุมโรงแรมสตาร์ คอนเวนชั่นระยอง อ.เมือง จ.ระยอง นายกำธร เวหน ปลัดจังหวัดระยอง เป็นประธานเปิด’โครงการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านจังหวัดระยอง ประจำปีงบประมาณ 2566’โดยมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทุกตำบล หมู่บ้านใน 8 อำเภอของจังหวัดระยอง เข้าร่วมโครงการฯ

      นายกำธร เวหน ปลัดจังหวัดระยอง กล่าวว่า นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผวจ.ระยอง มีเจตนารมณ์มุ่งมั่นที่จะตอบสนองนโยบายรัฐบาล กระทรวงมหาดไทย และกรมการปกครอง ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขประชาชนในพื้นที่จังหวัดระยอง ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี สังคมมีความสงบเรียบร้อย สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข รวมทั้งมีการพัฒนาในมิติต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 กำหนดให้ส่วนราชการมีหน้าที่ดำเนินการให้มีการเพิ่มพูนประสิทธิภาพและเสริมสร้างแรงจูงใจแก่ข้าราชการพลเรือนสามัญ เพื่อให้ข้าราชการพลเรือนมีคุณภาพ คุณธรรม จริยธรรม คุณภาพชีวิต และขวัญกำลังใจในการปฏิบัติราชการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจภาครัฐ เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และสอดคล้องกับหนึ่งในภารกิจของกรมการปกครอง ที่ต้องการพัฒนาองค์กรให้มีสมรรถนะสูงบนฐานธรรมาภิบาล เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขประชาชนในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างยั่งยืน จึงได้จัดทำโครงการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านจังหวัดระยอง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ขึ้นมา

       โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มศักยภาพการปฏิบัติงานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้มีทักษะ สมรรถนะ และความรู้ ที่สามารถปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ได้อย่างรวดเร็ว ทันการณ์และมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและกำนัน ผู้ใหญ่บ้านจังหวัดระยอง สามารถปฏิบัติงานตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่และเกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจภาครัฐ รวมทั้งเพื่อให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านจังหวัดระยอง สามารถเป็นกำลังหลักของกรมการปกครองในการขับเคลื่อนโครงการ นโยบายของรัฐบาล กระทรวง และกรม ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย.