Loading

เทศบาลตำบลทับมา เดินหน้าโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดทำแผนพัฒนาเทศบาล ประจำปีงบประมาณ 2565

เมื่อวันที่ 9 พ.ย.ที่ห้องประชุมสภาเทศบาลตำบลทับมา อ.เมืองระยอง จ.ระยอง นายประเสริฐ วงษ์ศรี นายกเทศมนตรีตำบลทับมา เป็นประธานเปิดประชุมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดทำแผนพัฒนาเทศบาล ประจำปีงบประมาณ 2565 มีผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการเทศบาลตำบลทับมา คณะกรรมการพัฒนาท้องถิ่น คณะกรรมกรรมสนับสนุนการจัดทำแผนท้องถิ่น คณะกรรมการติดตามประเมินผลแผนพัฒนา กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประธานกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ เข้าร่วมประชุม มี น.ส.เรวีญา ขจิตเนติธรรม ปลัดเทศบาลตำบลทับมา กล่าวรายงาน

นายประเสริฐ กล่าวว่า การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นมีความสำคัญต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้เนื่องจากแผนพัฒนาท้องถิ่นเป็นกรอบในการกำหนดทิศทางการพัฒนาให้มุ่งไปสู่สภาพการณ์อันพึงประสงค์ได้อย่างเท่าเทียม และมีความสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นโยบายรัฐบาล และกระทรวงมหาดไทย แผนพัฒนาจังหวัด/กลุ่มจังหวัด ให้เกิดความเชื่อมโยงและเป็นไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุวัตถุประสงค์ เกิดการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย เทศบาลตำบลทับมา จึงได้จัดโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดทำแผนพัฒนาเทศบาลตำบลทับมา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ดังกล่าวขึ้น เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ ความเข้าใจ และการแก้ไข เปลี่ยนแปลง การเพิ่มเติมแผนพัฒนาท้องถิ่น ตามระเบียบในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น พ.ศ.2548 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2561 ตลอดจนมีความรู้ ความเข้าใจแนวทางการเชื่อมโยงแผนพัฒนาในระดับอำเภอและตำบลตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทำแผนและประสานแผนพัฒนาพื้นที่ในระดับอำเภอและตำบล พ.ศ.2562 รวมทั้งเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจการจัดทำงบประมาณ หลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำคำของบประมาณ การบริหารงบประมาณท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับเงินอุดหนุนเฉพาะกิจเพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมเข้าใจขั้นตอน และกระบวนการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนาท้องถิ่นอีกด้วย.

Loading

สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดระยอง สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดระยอง และภาคีเครือข่าย เปิดอบรมผู้ประกอบการท่องเที่ยว เตรียมพร้อมในการเปิดเมืองเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดระยอง เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดด้านการบริการและมาตรการด้านสาธารณสุข ภายใต้มาตรการ SHA และ SHA Plus

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 9 พ.ย.ที่ห้องประชุมโรงแรมคามิโอ้แกรนด์ระยอง อ.เมืองระยอง จ.ระยอง นายยุทธพล องอาจอิทธิชัย รอง ผวจ.ระยอง เป็นประธานเปิดการประชุมอบรมผู้ประกอบการท่องเที่ยว เตรียมพร้อมในการเปิดเมืองเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดระยอง ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดระยอง สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดระยอง สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดระยอง และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) สำนักงานระยอง และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระยอง มีนายไพโรจน์ ปิติพันธรัตน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดระยอง และนางสุวรรณา โดตี้ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดระยอง ร่วมเป็นเกียรติ มีผู้ประกอบการท่องเที่ยวในจังหวัดระยองกว่า 50 ราย เข้าร่วมอบรม มีนายวัชรพล สารสอน ผอ.ททท.ระยอง และนายแพทย์สุนทร เหรียญภูมิการกิจ สสจ.ระยอง บรรยายให้ความรู้การท่องเที่ยวภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ทั้งนี้การอบรมดังกล่าว เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์เตรียมความพร้อมในการเปิดเมือง เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัด เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดด้านการบริการและมาตรการด้านสาธารณสุข ภายใต้มาตรการ SHA และ SHA Plus เพื่อรองรับความปลอดภัยด้านสุขอนามัยให้กับนักท่องเที่ยวและเป็นการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยในภาคการท่องเที่ยวของจังหวัดระยอง

ด้าน นายวัชรพล สารสอน ผอ.ททท.ระยอง กล่าวว่า วัตถุประสงค์การอบรมครั้งนี้ เป็นการสื่อสารทิศทาง เป้าหมายและแผนการตลาดในปี 65 นี้ หลังสถานการณ์โควิด-19 ซึ่ง ททท.จะมีกิจกรรมร่วมกับผู้ประกอบการในการดึงดูดนักท่องเที่ยว และอีกด้านคือการเตรียมความพร้อมในการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพื่อที่จะสื่อสารรูปแบบการเดินทางเข้าประเทศไทยใน 3 รูปแบบหลักๆ คือ 1.โครงการ Test & Go(T&G) 2.Sandbox และ 3.Happy Quarantine โดยให้ผู้ประกอบการเข้าใจใน 3 รูปแบบดังกล่าว เพื่อเตรียมความพร้อมของจังหวัดระยอง เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวขาวต่างชาติได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโรงแรมที่พักให้ได้มาตรฐาน SHA Plus ในหมวดยานยนต์ รถที่จะรับส่งนักท่องเที่ยวจากสนามบินมายังโรงแรมที่พัก จะต้องได้มาตรฐาน มีความสะอาด พนักงานได้รับการฉีดวัคซีน 70 เปอร์เซ็นขึ้นไป รวมทั้งจะมีการทำงานร่วมกันในการจัดกิจกรรมทางการท่องเที่ยวระหว่างผู้ประกอบการท่องเที่ยวกับ ททท.ระยองด้วย นายวัชรพล สารสอน ผอ.ททท.ระยอง กล่าวต่อว่า ภาพรวมการท่องเที่ยวในปี 62 มีนักท่องเที่ยว 7.8 ล้านคน รายได้หมุนเวียนประมาณ 3 หมื่น 7 พันล้านบาท ส่วนในปี 63-64 ติดลบทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ลดลงหมด ซึ่ง ททท.ก็จะกำหนดกลยุทธ์และทิศทางการด้านการตลาดในปี 65 มีแผนส่งเสริมในกลุ่ม สปอร์ต เลิฟเวอร์ กลุ่มนักกีฬาที่มีกำลังจ่ายสูง ทั้งชาวต่างชาติที่ทำงานในจังหวัดระยองด้วย จะต้องดึงกลุ่มนี้ออกมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ให้มีอัตราการเข้าพักสูงขึ้น การกระจายรายได้ไปสู่กลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ และการจัดกิจกรรมชุมชนท่องเที่ยว ททท.จะเข้าไปส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และ CSR เพื่อให้เกิดความยั่งยืน ซึ่งจะมีการประชาสัมพันธ์ดึงกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมใน จ.ชลบุรี และพระนครศรีอยุธยา มาสำรวจเส้นทางท่องเที่ยว เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวของจังหวัดระยอง.

Loading

ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เปิดตัว 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ที่ชุมชนปากน้ำประแส จ.ระยอง

เมื่อเวลา 14.45 น.วันนี้ (8 พ.ย.64) นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมนางทัศนีย์ ผลชานิโก รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ และคณะ เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามโครงการ 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ณ ชุมชนบ้านเก่าริมน้ำประแส ต.ปากน้ำประแส อ.แกลง จ.ระยอง ซึ่งก่อนเดินทางถึงบริเวณจัดงาน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมและคณะ ได้เดินทางไปยังศาลกรมหลวงชุมพร เพื่อสักการะกรมหลวงชุมพรและพระครูวิมลคุณากร(หลวงปู่ศูข) ที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า จากนั้นได้เดินทางไปเป็นประธานเปิดโครงการ 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ณ วัดตะเคียนงาม ชุมชนคุณธรรมบ้านเก่าริมน้ำประแส โดยมีนายชาญนะ เอี่ยมแสง ผู้ว่าราชการ จังหวัดระยอง ให้การต้อนรับ


นางสุภาภรณ์ ยอดบริบูรณ์ ประธานชุมชนปากนำประแส กล่าวว่า ชาวปากน้ำประแสมีความผูกพันกับสายน้ำมาตั้งแต่อดีตไม่ว่าจะเป็นการดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพ โดยเฉพาะอาชีพทางการประมง มีประเพณีที่สำคัญเป็นอัตลักษณ์ของชาวประแสมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ทำให้ชุมชนบ้านเก่าริมน้ำประแส ถูกจัดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดระยอง เพราะเสน่ห์ของบ้านไม้เก่าที่ตั้งอยู่ริมน้ำ อายุเท่ากับคนรุ่นก๋ง หรือรุ่นทวด ที่ทอดยาวคู่ขนานไปตามเส้นทางถนนแคบๆ ราวหนึ่งกิโลเมตร หลายหลังมีการปรับปรุงดัดแปลงภายในให้เหมาะกับยุคสมัย แต่ภายนอกยังคงรูปลักษณ์ความเป็นบ้านเก่า นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากประมง เช่น กะปิ น้ำปลา อาหารทะเลสด ถือว่าเป็นสินค้าที่โดดเด่น และมีอาหารพื้นบ้าน อาทิ ทอดมันประแส ยำปลาฮือแซ ผัดไทปู และบ้านพิพิธภัณฑ์ประแส ที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติของชุมชน วิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรมและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ผ่านนิทรรศการภาพถ่าย ทำให้ชุมชนปากน้ำประแสได้รับคัดเลือกจากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดระยอง ให้เป็นชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อปี พ.ศ.2560


นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กลาวว่า กระทรวงวัฒนธรรมได้ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมโครงการ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” โดยนำอัตลักษณ์วิถีชีวิต วัฒนธรรมและประเพณีของชุมชน มาให้นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติได้ชมและศึกษาเรียนรู้ โดยการคัดเลือกชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ขับเคลื่อนด้วยพลังบวรที่มีศักยภาพและความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกมิติ จาก 76 จังหวัด 228 ชุมชนให้เหลือ 10 ชุมชน เพื่อรับรางวัล 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ซึ่งเป็นการมุ่งขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG ตามนโยบายของรัฐบาล โดยนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดสร้างสรรค์สินค้าและบริการ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวและบริการทางวัฒนธรรม เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ประชาชนและชุมชน และยังเป็นการช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลายลง ซึ่งชุมชนปากน้ำาประแสแห่งนี้ เป็นชุมชนที่มีศักยภาพและความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกมิติ มีผลการดำเนินงานดีเด่น เป็นที่ประจักษ์ จึงได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ในครั้งนี้ โดยทางชุมชนจะได้รับโล่รางวัลเกียรติยศจากนายกรัฐมนตรีในโอกาสต่อไป.

Loading

ภาคภูมิใจ เทศบาลตำบลทับมา รับรางวัลด้านการเสริมสร้างเครือข่ายรัฐ เอกชน และประชาสังคม ประจำปี 2564 ของสถาบันพระปกเกล้า หลังนำปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่มาแก้ไขต่อยอดจนสำเร็จ

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 7 พ.ย.64 ที่ห้องประชุมสภาเทศบาลตำบลทับมา อ.เมืองระยอง จ.ระยอง นายประเสริฐ วงษ์ศรี นายกเทศมนตรีตำบลทับมา นำผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการเทศบาลตำบลทับมา รับรางวัลด้านการเสริมสร้างเครือข่ายรัฐ เอกชน และประชาสังคม ประจำปี 2564 ของสถาบันพระปกเกล้า ผ่านการประชุมทางไกลระบบซูม โดยมี ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เป็นประธานมอบฯ

นายประเสริฐ วงษ์ศรี นายกเทศมนตรีตำบลทับมา กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เทศบาลตำบลทับมา ได้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายในการพิจารณารับรางวัลพระปกเกล้า ประจำปี 2564 ด้านการเสริมสร้างเครือข่ายรัฐ เอกชน และประชาสังคม ซึ่งได้นำเสนอปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่มาแก้ไขต่อยอดเป็นโครงการพัฒนา โดยการบูรณาการร่วมกับเครือข่ายภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม โครงการบริหารจัดการขยะแบบครบวงจรในพื้นที่ ขบวนโรสเสส โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการขยะตั้งแต่ครัวเรือน หรือต้นทางจนถึงปลายทาง ทั้งขยะมูลฝอย ขยะอันตราย และขยะรีไซเคิล มีการนำขยะมาเพิ่มมูลค่า โดยการส่งเสริมกลุ่มอาชีพ มีศูนย์เรียนรู้การจัดการขยะ บ้าน วัด โรงเรียนด้วย เป็นการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน นอกจากนี้ยังมีการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ โดยการก่อสร้างพนังกั้นน้ำ ประตูระบายน้ำ และโรงสูบน้ำ ซึ่งเป็นที่มาของการได้รับรางวัลดังกล่าวในครั้งนี้.

Loading

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.30น.วันนี้ (7 พ.ย.) ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงานรีไซเคิลพลาสติกซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ ม. 7 ต.มะขามคู่ อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง จนทำให้เกิดกลุ่มควันสีดำพวยพุ่งสู่ท้องฟ้าจนสามารถมองเห็นได้ในระยะไกล

หลังเกิดเหตุ ร.ต.อ.สุริยา กุลบุญมา พนักงานสอบสวน สภ.นิคมพัฒนา ได้ประสานรถดับเพลิงเทศบาลตำบลมะขามคู่ และรถดับเพลิงจากเทศบาลใกล้เคียง พร้อมเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยสว่างพรกุศล เข้าระงับเหตุ

พบจุดเกิดเหตุเป็นโรงงานหลอมเม็ดพลาสติกขนาดใหญ่ชั้นเดียวบนเนื้อที่หลายไร่ เจ้าหน้าที่ต้องเร่งระดมฉีดน้ำดับสกัดเพลิงที่กำลังลุกไหม้อย่างรุนแรง ใช้เวลานับชั่วโมงจึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ แต่ก็พบว่ โครงสร้างอาคารบางส่วนได้เกิดการทรุดตัว
เนื่องจากรถดับเพลิงไม่สามารถเข้าฉีดน้ำสกัดเพลิงภายในโรงงานได้ นอกจากนี้ยังทำให้เครื่องจักรถูกเพลิงเผาไหม้จนได้รับความเสียหายทั้งหมด แต่ยังโชคดีที่ขณะเกิดเหตุไม่มีพนักงานทำงานเนื่องจากเป็นวันหยุด จึงไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

เบื้องต้นยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ต้องรอให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน และเจ้าหน้าที่ศูนย์ควบคุมมลพิษ จ.ระยอง พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง อย่างไรก็ตามโรงงานแห่งนี้เคยเกิดเพลิงไหม้มาแล้ว 1 ครั้งเมื่อประมาณ 3 เดือนก่อน.

Loading

รมช.กระทรวงสาธารณสุข ลงพื้นที่เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง พื้นที่ท่องเที่ยวนำร่อง กระตุ้นสถานประกอบการปฏิบัติตามมาตรการ COVID Free Setting อย่างเคร่งครัด ลดการติดและแพร่เชื้อของโควิด-19

เมื่อเวลา 10.00 น.วันนี้ (7 พ.ย.64) นายสาธิต ปิตุเตช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นำเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข ลงพื้นที่ขับเคลื่อนนโยบายเปิดประเทศด้วยมาตรการปลอดภัยสำหรับองค์กร (COVID Free Setting) ด้านการท่องเที่ยวและกิจการที่เกี่ยวข้อง ที่เกาะเสม็ด ม.4 ต.เพ อ.เมืองระยอง จ.ระยอง เพื่อกระตุ้นแหล่งท่องเที่ยวนำร่อง เข้มมาตรการ COVID Free Setting โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีแนวโน้มดีขึ้น และรัฐบาลได้มีนโยบายเปิดประเทศตั้งแต่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะธุรกิจด้านการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้หลักให้กับประเทศ กระทรวงสาธารณสุขได้เน้น 4 หลักสำคัญ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์โควิด-19 ได้ และประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติแบบวิถีใหม่ ได้แก่ 1) การฉีดวัคนให้ครอบคลุมได้ตามเป้าหมาย 2) การป้องกันตนเองขั้นสูงสุดตลอดเวลา 3) กิจการกิจกรรมเข้มมาตรการ COVID Free Setting และ 4) การตรวจหาเชื้อเมื่อมีความเสี่ยงด้วย ATK โดยการลงพื้นที่เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง ในครั้งนี้ เนื่องจากเป็นพื้นที่นำร่องท่องเที่ยวที่มีความพร้อม สามารถดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวให้เข้ามาในพื้นที่ จึงต้องเน้นย้ำให้สถานประกอบการบนเกาะเสม็ดที่ได้รับคำแนะนำจากกรมอนามัย จำนวน 92 แห่ง ปฏิบัติตามมาตรการ COVID Free Setting อย่างเคร่งครัด 3 ด้าน ได้แก่ 1) COVID Free Environment สิ่งแวดล้อมปลอดภัย 2) COVID Free Personnel พนักงานปลอดภัย และ 3) COVID Free Customer ผู้ใช้บริการปลอดภัย
“ทั้งนี้ สถานประกอบการที่ยังไม่ได้ประเมินตามมาตรการ COVID Free Setting สามารถประเมินตนเองได้ผ่านช่องทางเว็บไซต์stopcovid.anamai.moph.go.th

โดยทุกสถานประกอบการที่ประเมินผ่าน สามารถพิมพ์ใบรับรองผล เพื่อติดไว้หน้าร้าน แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ได้แก่ 1) ใบรับรอง Thai Stop COVID Plus (TSC+) ซึ่งสถานประกอบการทุกแห่งในทุกจังหวัดต้องประเมินตนเองตามมาตรการ TSC+ 2) ใบรับรอง COVID Free Setting (CES หรือ TSC2+) เฉพาะจังหวัดในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด หรือพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยวรองรับการเปิดประเทศ หรือจังหวัดที่จะนำเอามาตรการไปปรับใช้ โดยให้สถานประกอบการเลือกประเมิน COVID Free Setting ซึ่งต้องผ่านการประเมิน TSC+ ก่อน เพื่อสามารถประเมิน COVID Free Setting ต่อไป และ 3) สติ๊กเกอร์ COVID Free Setting ประเมินโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กำหนด ตามที่มีการแจ้งความประสงค์จากสถานประกอบการ
สำหรับช่องทางภาคประชาชนเพื่อประเมินสถานประกอบการ สามารถดำเนินการใน 3 ช่องทาง ได้แก่ ช่องทางที่ 1 สแกน QR Code ใน E-Certificate ของสถานประกอบการที่ไปใช้บริการ ช่องทางที่ 2 ประเมินผ่านทางเว็บไชต์ Thai Stop COVID Plus ของกรมอนามัย และ ช่องทางที่ 3 ประเมินผ่านทางเฟสบุ๊กแฟนเพจ ผู้พิทักษ์อนามัย COVID Watch”

ทางด้าน นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมอนามัยได้ดำเนินการพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์ม Thai Stop COVID plus (TSC+) เพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับผู้ประกอบการประเมินตนเองตามมาตรการป้องกันโควิด-19 และ ไทยเซฟไทย เพื่อคัดกรองอาการเสี่ยงของโรคโควิด-19 พร้อมมีข้อแนะนำสำหรับการลดความเสี่ยงแต่ละระดับ โดยข้อมูล ณ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2564 มีสถานประกอบการประเมินตนเองในระบU Thai Stop COVID Plus (TSC+) จำนวน 64,415 แห่ง ผ่านการประเมิน จำนวน 58,156 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 90.28 ประเมินตนเองตามมาตรการ COVID Free Setting จำนวน 6,883 แห่ง ผ่านการประเมิน จำนวน 6,610 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 99.03 และมีการประเมินไทยเชฟไทยแล้ว จำนวน 7,882,867 ครั้ง
“สำหรับนักท่องเที่ยวขอให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ของพื้นที่นั้น ๆ อย่างเคร่งครัดเช่นกัน และคุมเข้มตนเองขั้นสูงสุด Universal Prevention ด้วยการเว้นระยะห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 1 เมตร สวมหน้ากากอนามัย และทับด้วยหน้ากากผ้า ใส่ให้แนบสนิทกับใบหน้า ปิดทั้งจมูกและปากตลอดเวลา หมั่นล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ทุกครั้งหลังสัมผัสสิ่งของร่วมกันกับผู้อื่น ให้หลีกเสี่ยงการใช้มือสัมผัสหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าที่สวมใส่อยู่ รวมทั้งใบหน้า ตา ปาก จมูก โดยไม่จำเป็น ทำความสะอาดและฆ่าชื้อพื้นผิวที่ถูกสัมผัสบ่อย ๆ หากมีความเสี่ยงให้แยกตัวจากผู้อื่น และตรวจหาเชื้อเบื้องต้นด้วย ATK หากตรวจแล้วไม่พบเชื้อ ให้ตรวจช้ำหลังจากตรวจครั้งแรก 3 – 5 วัน หรือเมื่อมีอาการ”.

Loading

กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สร้างความเข้าใจและความตระหนักรู้แก่ประชาชนถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมนำเสนอแนวทางการแก้ไขและรับมือกับวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้น ผ่านละครสั้นชุด “ใครเปลี่ยนโลก” เผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ หวังช่วยสร้างแรงผลักดัน และขับเคลื่อนสังคมให้ตระหนักรู้ถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเกี่ยวข้องกับการพัฒนาในทุกด้านของประเทศ รวมทั้งการดำเนินชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change ซึ่งกำลังเป็นประเด็นสำคัญทั่วโลก เพราะส่งผลกระทบเกี่ยวเนื่องเป็นลูกโซ่ เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพยากรเป็นวงกว้าง และกำลังทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งกระบวนการสร้างการรับรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศนั้น จําเป็นที่จะต้องสร้างให้เกิดขึ้นครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ตั้งแต่ระดับเยาวชนจนถึงประชาชน ทั่วไป เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ถึงสาเหตุและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ตลอดจนแนวทางการตั้งรับปรับต่อปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ หรือปัญหาภัยพิบัติต่างๆ ซึ่งกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้มีแนวคิดในการจัดทำสื่อการเรียนรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและเหมาะสมกับทุกกลุ่มเป้าหมาย ผ่านคลิปหรือละครสั้น ชุด “ใครเปลี่ยนโลก” เพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะอย่างกว้างขวางผ่านช่องทางสื่อออนไลน์
ละครสั้นชุด “ใครเปลี่ยนโลก” เป็นละครที่สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดาและเกิดขึ้นในทุกวันจนหลายคนต่างเคยชิน แต่พฤติกรรมเหล่านี้กลับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และส่งผลกระทบตามมามากมายอย่างคาดไม่ถึง โดยสื่อสารผ่านตัวละคร “หมีขาว” หรือ “หมีขั้วโลก” ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นเสมือนตัวแทนของสิ่งมีชีวิตที่ต่างกำลังได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ “เด็กหญิง” ซึ่งเป็นตัวแทนของมนุษย์ หรือผู้คนในปัจจุบัน ที่กำลังดำเนินชีวิตโดยมีพฤติกรรมบางอย่างที่เป็นปัจจัยเร่งสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยนำเสนอเรื่องราวใน 3 ตอน ได้แก่ ตอนที่ 1 “หมีจะไม่ทน” กล่าวถึงพฤติกรรมการดำเนินชีวิตที่หลายคนคิดว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่กลับเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตอนที่ 2 “โลกเปลี่ยน ทุเรียนแพง” กล่าวถึงความสัมพันธ์ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับการทำเกษตร ที่เชื่อมโยงไปถึงการผลิตอาหาร และตอนที่ 3 “โลกเปลี่ยน โรคเปลี่ยน” ที่กล่าวถึงโรคอุบัติใหม่ หรือโรคอุบัติซ้ำ ที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ


ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศใน 2 รูปแบบ คือ สภาวะสุดขั้วของลมฟ้าอากาศ หรือ Extreme Weather Event ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อมนุษย์แบบฉับพลัน เช่น ภัยพิบัติน้ำท่วม ภัยแล้ง วาตภัย และการเกิดคลื่นความร้อน เป็นต้น และสภาวะหรือเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป หรือ Slow Onset Event ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ค่อยๆ เกิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่ไม่สามารถหยุดยั้งได้ และถือเป็นภัยคุกคามจากปรากฏการณ์โลกร้อนที่น่ากลัวมากที่สุด เช่น การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ การละลายของน้ำแข็งขั้วโลกที่ส่งผลทำให้ระดับทะเลเพิ่มสูงขึ้น การเพิ่มขึ้นของพื้นที่ทะเลทรายแห้งแล้ง สภาพดินที่เปลี่ยนแปลงไป น้ำทะเลกลายเป็นกรด เป็นต้น ซึ่งปรากฏการณ์เหล่านี้กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก และจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ หากทุกประเทศไม่ร่วมมือกันแก้ไขปัญหา
ติดตามชมผลงานวีดิทัศน์เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ชุด “ใครเปลี่ยนโลก” ได้ทางเว็บไซต์กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม https://www.deqp.go.th และเฟซบุ๊กเพจ Climate Change ใครเปลี่ยนโลก.

Loading

ศึกษาธิการจังหวัดระยอง จัดพิธีมอบรางวัลคุณากร รางวัลครูยิ่งคุณ และรางวัลครูขวัญศิษย์ ปี 2564 เชิดชูครูผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงชีวิตลูกศิษย์และมีคุณูปการต่อวงการศึกษา

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 3 พ.ย.ที่ห้องประชุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูระยอง จำกัด ต.เชิงเนิน อ.เมือง จ.ระยอง นายชาญนะ เอี่ยมแสง ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลคุณากร รางวัลครูยิ่งคุณ และรางวัลครูขวัญศิษย์ ปี 2564 จังหวัดระยอง ของมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี แก่ น.ส.พนิตนาฏ ลายสังข์ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านยางเอน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 2 ต.ห้วยทับมอญ อ.เขาชะเมา โดยมีสิบโทไชยยันต์ เกิดเหมาะ ศึกษาธิการจังหวัดระยอง ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าส่วนราชการ คณะครู เข้าร่วมพิธีและแสดงความยินดี ทั้งนี้เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 60 พรรษา โดยพระองค์มีพระราชานุญาตให้จัดตั้ง “รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี” ขึ้นในปี พ.ศ.2557

ซึ่งรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีดังกล่าว เป็นรางวัลที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานเชิดชูครูผู้มีความทุ่มเท เสียสละ สร้างความเปลี่ยนแปลงชีวิตลูกศิษย์ เป็นแรงบันดาลใจให้แก่เพื่อนครูและมีคุณูปการต่อวงการศึกษาประเทศต่างๆ ในอาเซียน และติมอร์เลสเต รวม 11 ประเทศ.

Loading

สาธารณสุข กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาร่วมกับผู้ประกอบการนวดและสปากว่า 57 ประเทศทั่วโลก และไอคอนสยาม
เชิดชูมรดกภูมิปัญญานวดไทย สมุนไพร และท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ

วันภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับสมาพันธ์โลกนวดไทยและสปา ที่มีสมาชิกกว่า 57 ประเทศทั่วโลก และไอคอนสยาม ร่วมแถลงความร่วมมือใน “โครงการแลนด์มาร์คนวดไทย” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนไทย” แสดงศักยภาพ ความพร้อม ในการร่วมสืบสาน ต่อยอด ภูมิปัญญานวดไทย สมุนไพรไทย และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ บรรเทาผลกระทบให้กับผู้ประกอบการ และร่วมกันร่วมผลักดันและยกระดับมาตรฐานให้ประเทศไทย เป็น ศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (MEDICAL HUB)

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า ผลกระทบจากโควิด19 ได้สร้างจุดเปลี่ยนให้ผู้บริโภคใส่ใจในการดูแลสุขภาพทั้งตัวเองและคนรอบข้างมากขึ้น นับเป็นโอกาสของการประชาสัมพันธ์ส่งเสริมนำมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรม “นวดไทย” ศาสตร์บำบัดและรักษาโรคแขนงหนึ่งของการแพทย์แผนไทย ให้เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลและฟื้นฟูสุขภาพทั่วโลก ภูมิปัญญาการนวดไทย เป็นศาสตร์และศิลป์มรดกภูมิปัญญาที่ได้รับการสืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ปัจจุบันมีองค์กรต่างๆ ที่ส่งเสริมและพัฒนาการนวดไทย กว่า ๕๐ องค์กร รวมไปถึงองค์กรภาควิชาชีพ สถาบันการเรียนการสอน และสถานประกอบการเพื่อสุขภาพทั่วประเทศ อีกทั้งเครือข่ายความร่วมมือจากสมาพันธ์โลกนวดไทยและสปาที่มีสมาชิกกว่า 57 ประเทศทั่วโลก
โครงการ “แลนด์มาร์คนวดไทย” จึงเป็นโครงการที่จะจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสที่องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศขึ้นทะเบียนนวดไทย มรดกวัฒนธรรมอันล้ำค่าของไทย เป็นรายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ นอกจากนี้ยังถือเป็นโอกาสที่จะได้ประชาสัมพันธ์การนวดไทยและสมุนไพรไทยในการดูแลและฟื้นฟูสุขภาพทั่วโลก รวมถึงเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดรายได้แก่ผู้ประกอบการและเครือข่ายด้านการนวดไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนนำอัตลักษณ์เสน่ห์แห่งมรดกภูมิปัญญาไทยที่สืบสานจากรุ่นสู่รุ่นมาต่อยอด และประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical and wellness Tourism) กิจกรรมภายในงาน อาทิ สาธิตศาสตร์การนวดและการแพทย์แผนไทย เพื่อสร้างการรับรู้ถึงประวัติความเป็นมา คุณค่าสาระของนวดไทย มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ, ฝึกอบรมการนวดไทยของบรมครูด้านการนวดและกลุ่มภาคีเครือข่ายนวดไทยชั้นนำจากทั่วทุกภูมิภาคของไทย ซึ่งจะทำให้เข้าใจถึงอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของภูมิปัญญาการนวดไทยในแต่ละภูมิภาค, การแข่งขันนวดไทยชิงแชมป์โลก ซึ่งขณะนี้มีผู้สนใจเข้าร่วมกว่า ๒๕ ประเทศทั่วโลก เป็นต้น

ด้านนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ในการสร้างให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical and Wellness Tourism) เป้าหมายหลักในการขับเคลื่อนสร้างรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างการเติบโตในภาคการท่องเที่ยวและบริการอย่างยั่งยืน เพิ่มความหลากหลายของการท่องเที่ยวในรูปแบบต่างๆรวมทั้งการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ ร่วมขับเคลื่อนแผนงานบูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวในปี พ.ศ. 2564 ซึ่งจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 ทำให้การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทยมีโอกาสขยายตัวเพิ่มมากขึ้น โดยได้มีการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อให้เป็นไปตามแผนแม่บทภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติในประเด็นการท่องเที่ยวโดยได้มีการเร่งผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีคุณภาพในระดับ Hi – End ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายสูงเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวและใช้สินค้าและบริการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในประเทศไทย รวมทั้งเร่งสนับสนุนผู้ประกอบการและหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวปรับตัวเพื่อรองรับการท่องเที่ยวยุคใหม่ เช่น การเชื่อมโยง ผู้ประกอบการ Startup กับผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยวเพื่อพัฒนาแอพพลิเคชั่น การผลักดันการนำสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีมาสู่แถวหน้าด้วยเทคโนโลยีไร้สัมผัส สร้างความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศด้วยการส่งเสริมมาตรฐาน SHA การส่งเสริมการสร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวใหม่ๆ การส่งเสริมเส้นทางการท่องเที่ยวแบบระยะสั้น เพิ่มความเข้มข้นในด้านความปลอดภัย ยกระดับการให้ความสำคัญกับสุขภาพและอนามัย เป็นต้น เพื่อให้การท่องเที่ยวไทยฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งจัดทำมาตรฐาน SHA (Safety & Health Administration) และ SHA Plus เพื่อตอบสนองนโยบายเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้บริการสถานประกอบการในประเทศไทย เกิดความมั่นใจในการวางแผนการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวไตรมาส 4 (ตุลาคม ถึง ธันวาคม) ปี 2564

สำหรับการประชาสัมพันธ์กระตุ้นการท่องเที่ยวนั้น นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้จัดแคมเปญ “BLUE ZONE” (Business & Leisure Ultimate Experiences) “เที่ยวปลอดภัย ประสบการณ์เหนือใคร” ด้วยการสร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่อการท่องเที่ยว รักษาสมดุลระหว่างสาธารณสุขและเศรษฐกิจ เป็นกลไกช่วยให้กลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติ ตอบโจทย์การเปิดประเทศ สนับสนุนการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ โดยกำหนดเป็นพื้นที่สีฟ้าให้กับจังหวัดนำร่องเพื่อการท่องเที่ยว
ด้าน ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขร่วมเตรียมการเปิดประเทศ และได้ริเริ่มและขับเคลื่อนโครงการที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูแลสุขภาพประชาชนคนไทยและนักท่องเที่ยว อาทิเช่นสุขภาพดีวิถีใหม่ Living with COVID 19 ดูแลสุขภาพประชาชนให้เข้าสู้สุขภาพดีวิถีชีวิตปกติ และเร่งยกระดับมาตรฐานป้องกันควบคุมโรค COVID Free Setting เพื่อรองรับการเปิดประเทศ เช่น สตรีทฟู๊ด โรงแรม ร้านอาหาร สถานประกอบการ เป็นต้น สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว ส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยนำศักยภาพความแข็งแกร่งด้านระบบบริการสุขภาพของประเทศ และนวดไทยเป็นจุดขาย เชื่อมโยงช่องทางเครือข่ายการตลาดและการใช้สมุนไพรทั้งในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์สมุนไพร การบริการ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ
ด้านนางชุติมา แฮล์ก ประธานสมาพันธ์โลกนวดไทยและสปา กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สถานประกอบการด้านความงาม สุขภาพ ร้านนวดแผนไทยและสปา ต้องหยุดให้การบริการอย่างยาวนาน และส่วนหนึ่งต้องปิดกิจการอย่างถาวร เนื่องจากรับภาระค่าใช่จ่ายไม่ไหว ส่งผลให้ผู้ประกอบการได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก ในฐานะผู้ประกอบการนวดที่อยู่ต่างแดน และประธานสมาพันธ์โลกนวดไทยและสปา ปัจจุบันเรามีสมาชิกอยู่ 57 ประเทศทั่วโลกจึงได้รวมตัวกันเพื่อ แลกเปลี่ยนทักษะ ความรู้ ประสบการณ์ แนวคิดการบริการรูปแบบใหม่ๆ สร้างมาตรฐานและความเชื่อมั่นในระดับสากล อาทิ การนวดกระตุ้นภูมิคุ้มกัน นวดระบายน้ำเหลืองช่วยให้ภูมิคุ้มกันมากขึ้น นวดธาตุเจ้าเรือน เป็นต้น รวมทั้งยังจัดฝึกอบรมทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อกระตุ้นสร้างความเชื่อมั่นแรงบันดาลใจให้กับคนไทยและชาวต่างชาติที่หลงไหลในเสน่ห์ของศาสตร์การแพทย์แผนไทย ต้องขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมผลักดันโครงการแลนด์มาร์คนวดไทย ผู้ประกอบการทุกคนรู้สึกอบอุ่นเป็นอย่างยิ่ง และยินดีร่วมกันประชาสัมพันธ์นวดไทยเพื่อ สร้างโอกาส สร้างงาน สร้างอาชีพ และส่งต่อเสน่ห์ของมรดกภูมิปัญญาไทยให้กับชาวต่างชาติต่อไป
ด้านนายสุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า ไอคอนสยาม มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีส่วนร่วมสนับสนุนการจัดงาน โครงการแลนด์มาร์คนวดไทย มรดกแห่งภูมิปัญญาไทยสู่สากล เป็นศาสตร์ทรงคุณค่าที่สืบทอดกันมายาวนาน รวมถึงผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยที่จะช่วยในการบำบัด รักษาและผ่อนคลายจากอาการปวดเมื่อยต่างๆ ซึ่งงานนี้นอกจากจะเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการและกลุ่มวิชาชีพนวดไทยให้มีรายได้แล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนา และต่อยอดผลิตภัณฑ์ การบริการ ส่งเสริมคุณค่าทางวัฒนธรรมไทยอีกด้วย งาน แลนด์มาร์คนวดไทย จะทำให้ชาวไทยและทั่วโลกได้เห็นและสัมผัสมรดกทางวัฒนธรรมแห่งภูมิปัญญาของไทย ร่วมเชิดชูเรื่องราวอันมีคุณค่าทุกมิติของความเป็นไทย ให้คนไทยได้ภาคภูมิใจ และส่งต่อเสน่ห์อัตลักษณ์ไทยไปสายตาของนานาชาติต่อไปสู่สากล นับเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับปณิธานของไอคอนสยาม ที่เชิดชูเรื่องราวอันมีคุณค่าและเป็นความภาคภูมิใจจากทุกมิติของความเป็นไทย
โครงการแลนด์มาร์คนวดไทย มีกำหนดการจัดกิจกรรมในเดือนธันวาคม 2564 โดยมุ่งประชาสัมพันธ์มรดกภูมิปัญญาไทย สมุนไพรไทย และเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อสร้างโอกาส สร้างงาน สร้างอาชีพ และเพื่อตอกย้ำและร่วมผลักดันให้ประเทศไทยเป็น ศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (MEDICAL HUB) ผู้สนใจสามารถติดตามกิจกรรมโครงการได้ที่ Facebook Landmark Nuad Thai

Loading

เมื่อวันที่ 29 พ.ย.64 นายชาญนะ เอี่ยมแสง ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ได้เปิดเผยถึงกรณีรัฐบาลได้ผ่อนคลายมาตรการต่างๆ รวมถึงการเปิดประเทศ เพื่อรับนักท่องเที่ยวต่างชาติว่า รัฐบาลได้เปลี่ยนจากนโยบายการอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ โดยการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรค เพื่อให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนเดินหน้าไปได้ ให้พี่น้องประชาชนกลับมาทำมาหากินประกอบอาชีพให้ใกล้ปกติมากที่สุด ในส่วนของจังหวัดระยอง เป็น 1 ใน 17 จังหวัด”พื้นที่สีฟ้า”เริ่มนำร่องให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวได้ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.นี้นั้น จังหวัดระยอง มีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีของนักท่องเที่ยวคือ เกาะเสม็ด ซึ่งเป็นจุดรับนักท่องเที่ยวแบบ “แซนด์บ็อกซ์” โดยจังหวัดได้มีมาตรการในการป้องกันตามกระทรวงสาธารณสุขเตรียมพร้อมรองรับแล้ว ขณะเดียวกันประชาชนชาวเกาะเสม็ด ก็ได้มีการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ครบ 100 เปอร์เซ็นแล้ว ส่วนประชาชนชาวตำบลเพ อ.เมืองระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เป็นท่าเทียบเรือข้ามฟากไปยังเกาะเสม็ด ขณะนี้ฉีดวัคซีนไปแล้วกว่าร้อยละ 70 ซึ่งได้มีการป้องกันเต็มที่


อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันตนเองให้รอดพ้นจากโรคโควิด-19 จากการที่รัฐบาลเปิดประเทศครั้งนี้ ก็ขอให้ทุกคนได้มีวินัยดูแลตนเองตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการเว้นระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัย และมั่นล้างมือบ่อยๆ เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อให้ได้มากที่สุด ควบคู่กับการฉีดวัคซีน เพื่อป้องกันความรุนแรงของโรคหากเกิดการติดเชื้อ.