Loading

เทศบาลตำบลทับมา อบรมเพิ่มมูลค่าจากเปลือกหอยนางรมแก่ประชาชนในพื้นที่ สู่ผลิตภัณฑ์กำจัดลูกน้ำยุงลายตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน ภายใต้โครงการป้องกันและควบคุมโรคที่กำจัดลูกน้ำยุงลาย

     เมื่อวันที่ 16 ม.ค.66 ที่ห้องประชุมโรงเรียนอนุบาลทับมา ต.ทับมา อ.เมือง จ.ระยอง นายประเสริฐ วงษ์ศรี นายกเทศมนตรีตำบลทับมา เป็นประธานเปิดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการการเพิ่มมูลค่าจากเปลือกหอยนางรมแก่ อสม.และประชาชนในพื้นที่ สู่ผลิตภัณฑ์กำจัดลูกน้ำยุงลายตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน ภายใต้โครงการป้องกันและควบคุมโรคที่กำจัดลูกน้ำยุงลาย ประจำปีงบประมาณ 2566 มีผู้เข้าอบรม 80 คน มีวิทยากรมาให้ความรู้เรื่องการป้องกันและควบคุมโรคที่เกิดจากลูกน้ำยุงลาย การฝึกปฏิบัติการแปรรูปวัสดุเหลือใช้ในชุมชนเป็นผลิตภัณฑ์กำจัดลูกน้ำยุงลาย

      ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างนวัตกรรมในการป้องกันและควบคุมโรคที่เกิดจากลูกน้ำยุงลาย อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าของวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่น ส่งเสริมแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน ตลอดจนเพื่อให้ผู้เข้าอบรมสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในการกำจัดลูกน้ำยุงลายในชุมชนของตนเอง และสามารถถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับให้กับคนอื่นได้ต่อไป.

Loading

วิทยาลัยเทคนิคนิคมอุตสาหกรรมระยอง เป็นเจ้าภาพประกวดสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ระดับภาค ภาคตะวันออกและกรุงเทพมหานคร

     เมื่อวันที่ 15 ม.ค.ที่วิทยาลัยเทคนิคนิคมอุตสาหกรรมระยอง ต.ห้วยโป่ง อ.เมือง จ.ระยอง ดร.นิรุตต์ บุตรแสนดี ผอ.สำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา เป็นประธานเปิดงานมหกรรมประกวดสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ระดับภาค ภาคตะวันออก และกรุงเทพมหานคร ประจำปีการศึกษา 2565 ซึ่งวิทยาลัยเทคนิคนิคมอุตสาหกรรมระยอง เป็นเจ้าภาพจัดการประกวดฯ มี นายกิตติพงค์ อุตตมะเวทิน ผอ.วิทยาลัยเทคนิคนิคมคมอุตสาหกรรมระยอง นำผู้บริหาร ครูและนักศึกษา 1,500 คน ร่วมงานฯ มีสถานศึกษาอาชีวศึกษาภาคตะวันออก และกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมประกวด 12 แห่ง และมีสถานศึกษาภาครัฐและเอกชน 56 สถานศึกษา เข้าประกวดด้วย มีประเภทการแข่งขัน 6 ประเภท มีสิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี การเกษตรอุตสาหกรรมสมัยใหม่ สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลปัญญาประดิษฐ์ สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีพลังงานสิ่งแวดล้อม สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีอาหาร สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ รวมทั้งสิ้น 137 ผลงาน

      โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม สนับสนุน เสริมสร้าง เยาวชนอาชีวศึกษาในการพัฒนาให้เป็นนักประดิษฐ์ นักคิดค้น และสร้างสรรค์ผลงานด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี พัฒนาตนเองให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีของโลกปัจจุบัน ให้ประเทศมีบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาที่มีคุณภาพ เสริมสร้างสมรรถนะ และสนับสนุนนักวิจัยรุ่นใหม่ เพื่อการขับเคลื่อนผลงานสิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรมและเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์ และการใช้ประโยชน์ในวงกว้างเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อีกทั้งพัฒนาศักยภาพผู้สำเร็จการศึกษาให้มีสมรรถนะสูงด้วย.

Loading

อบจ.ระยอง จับมือภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จัดการแข่งขันตกปลาทะเลชายหาดระยอง “มัจฉา หาคู่” ชิงเงินรางวัลรวม 150,000 บาท ทั้งนี้มุ่งส่งเสริมความเป็นเอกลักษณ์ของวิถีชีวิตชาวประมง และส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่

      เมื่อเวลา 07.30 น.วันที่ 14 ม.ค.ที่หาดแหลมรุ่งเรือง ต.เชิงเนิน อ.เมือง จ.ระยอง นายกิตติ เกียรติ์มนตรี รองนายก อบจ.ระยอง เป็นประธานเปิดการแข่งขันตกปลาทะเลชายหาดระยอง “มัจฉา หาคู่” ครั้งที่ 1 ซึ่งจัดขึ้นโดย อบจ.ระยอง ประมงจังหวัดระยอง ททท.สำนักงานระยอง สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1 ชมรมกีฬาเรือเร็วระยอง และบริษัท SPRC พร้อมปล่อยตัวผู้เข้าร่วมการแข่งขันออกเรือไปตกปลาในทะเล โดยมีการแบ่งการแข่งขันออกเป็น 3 ประเภท คือ ประเภทตกปลาเกมใหญ่ ประเภทตกปลาจาน และประเภทตกปลารวม ชิงเงินรางวัลรวมสูงสุก 150,000 บาท และถ้วยรางวัลของนายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง โดยมีทีมเข้าร่วมแข่งขัน จำนวน 96 ทีม รวม 313 คน โดยมีเวลากำหนดตั้งแต่ปล่อยตัวออกจากฝั่งตั้งแต่เวลา 08.00 น.ถึง 16.00 น.ไม่กำหนดระยะทาง พร้อมทั้งต้องถ่ายคลิปวีดีโอปลาที่ตกได้ เพื่อเป็นหลักฐานในการแข่งขัน

      ทั้งนี้จัดขึ้นมีวัตถุประสงค์ เพื่ออนุรักษ์ความเป็นเอกลักษณ์ของวิถีชีวิตชาวประมง และส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับประชาชนในพื้นที่ และเป็นการรู้จักนำอาหารทะเลที่มีการปรุงวิถีของอาหารพื้นเมืองเป็นสร้างอาชีพและรายได้ รวมทั้งเป้นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวชายหาดพื้นที่จัดงานให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ทั้งยังเป็นการสร้างความรัก ความสามัคคีของชุมชน และการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่เชิญชวนนักตกปลาเข้ามาในพื้นที่ เพื่อก่อให้เกิดการกระจายรายได้ในพื้นที่อีกด้วย…

Loading

ชุมชนวัดชากลูกหญ้า จับมือวิทยาลัยเทคนิคนิคมอุตสาหกรรมระยอง จัดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2566 แจกทุนการศึกษา 6 ล้านบาท ให้บุตรหลานคนในชุมชน

    เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 14 ม.ค.ที่วิทยาลัยเทคนิคนิคมอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง ต.ห้วยโป่ง อ.เมือง จ.ระยอง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชุมชนวัดชากลูกหญ้า และวิทยาลัยเทคนิคนิคมอุตสาหกรรมระยอง โดยนางสาวนภาพัฒน์ อู่เจริญ ประธานชุมชนวัดชากลูกหญ้า และนายกิตติพงค์ อุตตมะเวทิน ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคนิคมอุตสาหกรรมระยอง ได้จัดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2566 ให้กับบุตรหลานคนในชุมชนวัดชากลูกหญ้า โดยมีกิจกรรมการแสดงบนเวที เล่นเกมชิงของรางวัล และมอบทุนการศึกษาให้บุตรหลานคนในชุมชน โดยได้รับการสนับสนุนทุนการศึกษาจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้าเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดจังหวัดระยอง ชุมชนวัดชากลูกหญ้า จำนวนเงิน 6 ล้านบาท

      ทั้งนี้งานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2566 ดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนในชุมชนได้ทำกิจกรรมร่วมกันเกิดความสามัคคี มีความสนุกสนาน มีความริเริ่มสร้างสรรค์และกล้าแสดงออก ตลอดจนเป็นการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีพัฒนาการด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและสติปัญญา รวมทั้งเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาลัยและชุมชน ประชาสัมพันธ์การศึกษาของวิทยาลัยให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายอีกด้วย.

Loading

เทศบาลตำบลทับมา เปิดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2566 ส่งความสุขให้เด็กเต็มอิ่มกับกิจกรรมหลากหลาย ของรางวัล อาหารและเครื่องดื่มจำนวนมาก มีเด็กและเยาวชนในพื้นที่ เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 1,000 คน

    เมื่อวันที่ 14 ม.ค.66 ที่โรงเรียนชุมชนวัดทับมา ต.ทับมา อ.เมือง จ.ระยอง นายกำธร เวหน ปลัดจังหวัดระยอง เปิดงานและอ่านสารของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เนื่องในงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2566 ซึ่งจัดขึ้นโดยเทศบาลตำบลทับมา ภาครัฐและภาคเอกชนในพื้นที่ มีนายประเสริฐ วงษ์ศรี นายกเทศมนตรีตำบลทับมา นำคณะผู้บริหารและข้าราชการ พนักงานและลูกจ้างเทศบาลตำบลทับมา ตลอดจนผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน นำของขวัญ ของรางวัล ของเล่น อาหารและเครื่องดื่มมาแจกจ่ายให้เด็กเยาวชนภายในงานที่มาร่วมงานกว่า 1,000 คน

    นอกจากนี้ยังมีการแสดงดนตรี การประกวดร้องเพลง ประกวดเรียงความ ประกวดวาดภาพระบายสี การเล่นเกมชิงของรางวัล รวมทั้งการแสดงของน้องๆ หนูๆ เด็กนักเรียนโรงเรียนอนุบาลทับมา ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทับมา และโรงเรียนชุมชนวัดทับมาอีกด้วย.

      นายประเสริฐ วงษ์ศรี นายกเทศมนตรีตำบลทับมา กล่าวว่า งานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2566 ดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อกระตุ้นให้เด็กและเยาวชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของตนเอง รู้จักหน้าที่ความรับผิดชอบมีคุณธรรม จริยธรรมและเพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้ทำกิจกรรมร่วมกันเกิดความสามัคคี มีความสนุกสนาน มีความริเริ่มสร้างสรรค์และกล้าแสดงออก ตลอดจนเป็นการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีพัฒนาการด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและสติปัญญาอีกด้วย.

Loading

ตำรวจภูธรจังหวัดระยอง ตั้งด่านตรวจเข้ม หลังมีการประกาศใช้ระเบียบตัดคะแนนความประพฤติในการขับขี่ หรือตัดแต้มใบขับขี่ พบประชาชนขาดการต่อทะเบียน และผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่สวมหมวกกันน็อกหลายราย

       เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 12 ม.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดระยอง ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.สุระพล จิตรักษ์ รองผู้กำกับการจราจร สภ.เมืองระยอง ลงพื้นที่ไปติดตามการกวดขันวินัยจราจรของเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่บริเวณด่านตรวจหน้าเทศบาลตำบลเชิงเนิน ต.เชิงเนิน อ.เมือง จ.ระยอง ซึ่งเป็นมาตรการเข้มงวดกวดขันวินัยจราจร หลังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้กำหนด“ระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับระบบการบันทึกคะแนนความประพฤติในการขับรถของผู้ได้รับใบอนุญาตขับขี่ พ.ศ.2565” ซึ่งออกตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 142/1 โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 ม.ค.2566 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นมาตรการเสริมในการสร้างวินัยการขับขี่เพิ่มเติมจากการออกใบสั่งเพื่อบังคับใช้กฎหมายตามปกติ จากการตั้งด่านตรวจเข้มพบว่าผู้ขับส่วนใหญ่พบผู้ขับรถขาดการต่อทะเบียน และ พ.ร.บ.รถยนต์และรถจักรยานยนต์ ซึ่งได้ถูกเปรียบปรับ เนื่องจากไม่อยู่ระเบียบ หลักเกณฑ์การตัดแต้มใบขับขี่ และผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่สวมหมวกกันน็อกหลายราย ได้มีการตัดแต้มใบขับขี่

       ทั้งนี้ระบบตัดคะแนนความประพฤติในการขับขี่ หรือตัดแต้ม โดยผู้ขับขี่ทุกคนต้องมีใบขับขี่ และไม่ว่าจะมีใบขับขี่กี่ประเภท จะมีคะแนนบันทึกไว้คนละ 12 คะแนน หากทำผิดกฎจราจรในข้อหาที่กำหนดจะถูกตัดคะแนน 1-4 คะแนน หรือหากค้างชำระค่าปรับจราจรในข้อหาที่กำหนดจะถูกหัก 1 คะแนน เจ้าหน้าที่ตำรวจจะบันทึกข้อมูลการกระทำผิดกฎจราจรของผู้ขับขี่ตามใบสั่ง ลงในระบบ PTM และจะตัดคะแนนในข้อหาที่กำหนดตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไข หากถูกตัดคะแนนจนเหลือ 0 จะถูกพักใช้ใบขับขี่ 90 วัน ซึ่งฝ่าฝืนขับรถระหว่างถูกพักใช้ใบขับขี่มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน และ/หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท โดยสามารถเข้าอบรมเพื่อคืนคะแนนกับกรมการขนส่งทางบก และหากไม่ปรับปรุงพฤติกรรมขับรถจนถูกพักใช้ใบขับขี่ซ้ำๆ อาจถูกเพิกถอนใบขับขี่ทุกประเภท ซึ่งวิธีตรวจสอบคะแนนใบขับขี่มี 2 ช่องทางที่ Police Ticket Management เว็บไซต์ https://ptm.police.go.th/eTicket และแอปพลิเคชัน “ขับดี KHUBDEE”

Loading

บ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล นำชาวบ้านหนองแฟบ จ.ระยอง ทอดผ้าป่าสามัคคี นำเงินยอดรวม 20 ล้านบาท ถวายสร้างองค์พระพิฆเนศวร และบำรุงการศึกษาโรงเรียน

     เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 12 ม.ค.ที่ศาลาการเปรียญวัดหนองแฟบ ต.มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผวจ.ระยอง เป็นประธานฝ่ายฆราวาสประกอบพิธีทอดผ้าป่าสามัคคี ประจำปี 2566 ซึ่งจัดขึ้นโดย กลุ่ม บ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุด และประชาชนชาวบ้านหนองแฟบ มีนายสุพจน์ ต่ออาจหาญ รอง ผวจ.ระยอง นายนรินทร์ กัลยาณมิตร ประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายพละ สุขเวช อดีตผู้ว่าการ ปตท.นายคงกะพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล นายพจศ์ ขุนทอง ผู้ช่วยผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมพิธีทอดผ้าป่าสามัคคี โดยมีพระครูรัตนากรวิสุทธิ์ เจ้าอาวาสวัดหนองแฟบ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

       โดยผ้าป่าสามัคคีดังกล่าว ได้ยอดเงินรวม 20,713,362 บาท ถวายวัดหนองแฟบ ซึ่งจะนำไปสร้างองค์พระพิฆเนศวร ประจำวัดหนองแฟบ หน้าตักกว้าง 6 เมตร สูง 8 เมตร กำหนดสร้างแล้วเสร็จในวันที่ 27 มิ.ย.66 นี้ และอีกส่วนนำไปสนับสนุนการศึกษาของโรงเรียนวัดหนองแฟบด้วย.

Loading

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบตราสัญลักษณ์เมืองอัจฉริยะประเทศไทย ประจำปี 2565 แก่ 15 ผู้พัฒนาเมืองที่ได้รับการประกาศรับรองเป็นพื้นที่เมืองอัจฉริยะ พร้อมมอบหมาย ดีป้า ผลักดันบัญชีบริการดิจิทัล ส่งเสริมการเข้าถึงระบบบริการที่มีคุณภาพแก่หน่วยงานภาครัฐ

       เมื่อวันที่ 9 ม.ค.ที่ผ่านมา พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบตราสัญลักษณ์เมืองอัจฉริยะประเทศไทย ประจำปี 2565 แก่ผู้พัฒนาเมืองที่ได้รับการประกาศรับรองเป็นพื้นที่เมืองอัจฉริยะ (Smart City)  จำนวน 15 เมือง โดยมี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนและบริหารโครงการเมืองอัจฉริยะ ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ผู้แทนจากสำนักงานเมืองอัจฉริยะประเทศไทย และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมในพิธีฯ โดยพร้อมเพรียง ณ อาคารภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล 

       จากนั้น พลเอก ประยุทธ์ ได้กล่าวแสดงความยินดี และมอบนโยบายการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ซึ่งเป็นหนึ่งในหมุดหมายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมระบุว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะตั้งแต่เริ่มต้น โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมและการสนับสนุนจากทุกฝ่าย ทั้งผู้นำเมือง เจ้าหน้าที่ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน เพื่อให้ความต้องการของทุกภาคส่วนได้รับการพิจารณาและถูกระบุอยู่ในเป้าหมายของการพัฒนาเมือง มองโอกาสจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงมุ่งจัดสรรและแบ่งปันทรัพยากร ตั้งแต่การพัฒนาบุคลากร งบประมาณการลงทุน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถใช้ให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยในทุกมิติ

 “นอกจากนี้ รัฐบาลต้องกำหนดนโยบายที่เท่าทันกับสถานการณ์ พร้อมสร้างมาตรการที่จะอำนวยความสะดวกและเป็นแรงจูงใจ อาทิ การมอบสิทธิประโยชน์ด้านภาษี หรือการจัดทำบัญชีบริการดิจิทัล เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตของประเทศได้อย่างเท่าเทียม เกิดการลงทุนในภาคเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างสังคมที่ดี และเพิ่มโอกาสในชีวิตให้กับประชาชน” พลเอก ประยุทธ์ กล่าว

       ขณะที่ นายชัยวุฒิ เปิดเผยว่า กระทรวงดิจิทัลฯ โดย ดีป้า ดำเนินการส่งเสริมให้เกิดการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในทุกภูมิภาคทั่วประเทศมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 หมุดหมายที่ 8 ไทยมีพื้นที่และเมืองอัจฉริยะที่น่าอยู่ ปลอดภัย เติบโตได้อย่างยั่งยืน ส่งผลให้การพัฒนาเมืองอัจฉริยะบรรลุวัตถุประสงค์ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนและบริหารโครงการเมืองอัจฉริยะ ครั้งที่ 1/2565 เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2565 มีมติเห็นชอบแผนพัฒนาเมืองอัจฉริยะ จำนวน 15 เมืองใน 14 จังหวัด ครอบคลุมการให้บริการประชาชนกว่า 16 ล้านคน ซึ่งทั้งหมดผ่านการพิจารณาการประกาศมอบตราสัญลักษณ์เมืองอัจฉริยะจากที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่มี พลเอก ประวิตร เป็นประธาน โดยมีการประเมินว่า 15 เมืองอัจฉริยะประเทศไทยจะช่วยให้เกิดโอกาสการลงทุนเพื่อพัฒนาเมืองอัจฉริยะน่าอยู่จากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนมูลค่ารวมกว่า 15,000 ล้านบาท 

        ด้าน ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวว่า ระหว่างปี 2564 – 2565 ประเทศไทยมีเมืองที่ได้รับตราสัญลักษณ์เมืองอัจฉริยะประเทศไทยแล้ว จำนวน 30 เมือง ซึ่ง ดีป้า โดย สำนักงานเมืองอัจฉริยะประเทศไทย มุ่งมั่นผลักดันให้เกิดการพัฒนาเมืองอัจฉริยะทั่วประเทศ พร้อมให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนผ่านโครงการนักดิจิทัลพัฒนาเมืองรุ่นใหม่ (Smart City Ambassadors) ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2564 โดยในปี 2565 มีผู้ผ่านการอบรมจากโครงการดังกล่าวรวมทั้งสิ้น 300 คน แบ่งเป็นเยาวชน หรือ Ambassadors จำนวน 150 คน และเจ้าหน้าที่ของแต่ละเมือง จำนวน 150 คน ซึ่งเปิดโอกาสให้ Ambassadors ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ 56 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายภาครัฐกับพื้นที่ และนำไปสู่การพัฒนาเมืองตามแนวทางเมืองอัจฉริยะประเทศไทยในที่สุด

       นอกจากนี้ กระทรวงดิจิทัลฯ โดย ดีป้า ยังได้เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติบัญชีบริการดิจิทัลเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อเป็นกลไกในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในอีกทางหนึ่ง โดยมีการออกเป็นมาตรฐานกลาง ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้หน่วยงานรัฐเข้าถึงบริการดิจิทัลที่มีคุณภาพ และได้มาตรฐานสากล ด้วยราคาที่เหมาะสม โดยสมัครใจ ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการ และขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการออกประกาศฯ ต่อไป 

    สำหรับผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://smartcitythailand.or.th/

Loading

นครพนมสนองพระดำริสมเด็จเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ปลุกกระแสผ้าไทย อนุรักษ์ภูมิปัญญาและพัฒนาต่อยอดผ้าไทยสู่ความยั่งยืน ในงานเทศกาล “ร้อยหลาก พรรณราย ผ้าไทยนครพนม 2023” สร้างรายได้หมุนเวียนในท้องถิ่นกว่าสองล้านบาท

         นายวันชัย จันทร์พร ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เปิดเผยถึงการจัดงานเทศกาลผ้าพื้นเมือง ร้อยหลาก พรรณราย ผ้าไทยนครพนม 2023 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2565 ถึง วันที่ 1 มกราคม 2566 ที่ผ่านมา ณ ลานลานพนมนาคา – ลานกันเกรา ริมโขง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม ว่าการจัดงานในครั้งนี้ เพื่อแสดงความสำนึกในพระกรุณาธิคุณของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่พระองค์ทรงแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการสืบสาน รักษาและต่อยอดพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาความเป็นไทยและพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ผ้าไทย ให้เป็นที่ถูกใจคนทุกเพศทุกวัย ก่อให้เกิดรายได้ไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในชนบทและในทุกภาค พร้อมทั้งยังเป็นการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเจริญพระชนมพรรษา ครบ 36 พรรษา 8 มกราคม 2566 ขณะเดียวกันยังเป็นการจัดกิจกรรม และเป็นการถือปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2563 ที่เห็นชอบมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้และสวมใส่ผ้าไทย โดยเชิญชวนคนไทยให้สวมใส่ผ้าไทย เพื่อเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาผ้าถิ่นไทยให้คงอยู่คู่แผ่นดิน สร้างความตระหนักในคุณค่าและความภาคภูมิใจในผ้าไทย ผ้าพื้นเมือง ซึ่งผ้ามุกนครพนมนั้นก็ถือเป็นมรดกทางภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของจังหวัดนครพนมด้วย ซึ่งในงานนี้นอกจากจะมีการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไทย และสินค้าโอทอปต่าง ๆ ที่สร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการแล้ว ยังมีกิจกรรมตลาดนัดศิลปะ โครงการเทศกาลศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยลุ่มน้ำโขง จังหวัดนครพนม โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครพนม จัดกิจกรรมเวิร์กชอปต่าง ๆ ให้ประชาชนได้เข้าร่วม และสามารถนำไปพัฒนาเป็นงานสร้างอาชีพ หรือทำเป็นงานอดิเรกได้ เช่น การเพ้นท์แก้ว การทำกระเป๋าผ้า การทำพวงกุญแจรถ และการวาดภาพ โดยการจัดงานในครั้งนี้สามารถช่วยกระตุ้นให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในท้องถิ่นมากกว่าสองล้านบาทใน 1 สัปดาห์อีกด้วย 

       ด้าน นายมนตรี ฮมแสน พัฒนาการจังหวัดนครพนม กล่าวถึงแนวคิดของจังหวัดนครพนมในการปลุกกระแสผ้าไทยนครพนมให้เป็นที่รู้จักและได้รับการเผยแพร่สู่ผู้บริโภคในวงที่กว้างขึ้นว่า สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนครพนม ได้ดำเนินการยกระดับ พัฒนาคุณภาพ มาตรฐานของผ้าไทยนครพนม ได้แก่ ผ้าลายพระราชทาน ผ้ามุกนครพนม ผ้าย้อมสมุนไพร ไม้มงคล และผ้าอัตลักษณ์พื้นถิ่น โดยเน้นสีธรรมชาติ และส่งเสริมการนำผ้าประเภทต่าง ๆ ไปใช้ประโยชน์ตามวาระ โอกาส และพิธีการต่าง ๆ เพื่อแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ในการใช้งานที่หลากหลาย ปลุกกระแสเทรนด์ผ้าไทยให้ทันสมัย และยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของผ้าไทยที่ถูกยกระดับคุณภาพ มาตรฐาน และมีการพัฒนารูปแบบให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนไทยมากขึ้นด้วย โดยการส่งเสริมการแต่งกายด้วยผ้าไทย และส่งเสริมการสร้างสรรค์ ผลงานการออกแบบชุดแต่งกายผ้าไทย ผ้าพื้นเมืองท้องถิ่นของนักออกแบบรุ่นใหม่ ๆ ซึ่งในการจัดงานเทศกาลผ้าพื้นเมือง ร้อยหลาก พรรณราย ผ้าไทยนครพนม 2023 ครั้งนี้ ยังมีส่วนกระตุ้นให้เกิดการอนุรักษ์และส่งเสริมการใช้ผ้าไทยจากกิจกรรมการแสดงจากโครงการ “นาหว้าโมเดล” และการประกวดออกแบบและเดินแบบ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” โดยมีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม นำคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ และเหล่ากาชาดจังหวัดนครพนม ร่วมเดินแบบแสดงให้เห็นถึงอัตลักษณ์ของผ้าไทยนครพนมในแต่ละอำเภอด้วย ซึ่งนอกจากจะเป็นการประชาสัมพันธ์ผ้าไทยนครพนม และผ้าพื้นถิ่นที่มีอัตลักษณ์ ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากยิ่งขึ้นแล้ว ยังเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งทรงพระกรุณาให้ดำเนินโครงการสืบสานพระราชปณิธาน “นาหว้าโมเดล” เนื่องในโอกาส 50 ปี โครงการศิลปาชีพ โดยเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ภูมิปัญญาผ้าไทยให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ และอนุรักษ์ภูมิปัญญาผ้าถิ่นไทยสู่ความยั่งยืน อีกทั้งยังช่วยเพิ่มรายได้ให้กับผู้ค้า ผู้ประกอบการ OTOP/ชุมชน และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้า ทำให้เกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายทางการค้าต่าง ๆ อีกด้วย

Loading

   เทศบาลตำบลทับมา เปิดโครงการฝึกซ้อมแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มุ่งเตรียมความพร้อมด้านวัสดุ อุปกรณ์ บุคลากรและทรัพยากรในการป้องกันและแก้ไขปัญหาสาธารณภัยจากการเกิดอัคคีภัยในพื้นที่

      เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 11 ม.ค.66 ที่โรงเรียนชุมชนวัดทับมา ต.ทับมา อ.เมืองระยอง จ.ระยอง นายประเสริฐ วงษ์ศรี นายกเทศมนตรีตำบลทับมา เป็นประธานเปิดอบรมโครงการฝึกซ้อมแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ประจำปีงบประมาณ 2566 โดยมีกลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ นักเรียน ประชาชน ส่วนราชการ องค์กรการกุศลในเขตพื้นที่ตำบลทับมา และเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลทับมา จำนวน 50 คน โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ จากสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดระยอง ในการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับ “ข้อกฎหมายการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และมาตรฐานความปลอดภัยในอาคาร /ทฤษฎีการเกิดอัคคีภัย การระงับเหตุอัคคีภัย หลักการดับเพลิง /การเคลื่อนย้าย/การปฐมพยาบาลผู้ได้รับบาดเจ็บจากอัคคีภัย /เทคนิคการใช้อุปกรณ์ เครื่องมือดับเพลิง และการควบคุมไฟที่เกิดจากน้ำมันและแก๊ส และการลงนาม MOU กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนโครงการฝึกซ้อมแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอย่างต่อเนื่อง

        ทั้งนี้มุ่งเน้นเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมด้านวัสดุ อุปกรณ์ บุคลากรและทรัพยากรในการป้องกันและแก้ไขปัญหาสาธารณภัยจากการเกิดอัคคีภัย เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรม มีความรู้ความเข้าใจในขั้นตอนการปฏิบัติงานในการรับมือกับสถานการณ์อัคคีภัย เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรม มีทักษะ ด้านการวางแผนการดับเพลิง วิธีการดับเพลิง การใช้อุปกรณ์ดับเพลิง สามารถระงับเหตุอัคคีภัยได้ในเบื้องต้น ตลอดจนรู้จักวิธีการช่วยเหลือผู้ประสบภัยและการอพยพหนีไฟ รวมทั้งเพื่อเพิ่มศักยภาพ ให้กับผู้เข้ารับการฝึกอบรม ในการปฏิบัติหน้าที่ ช่วยเหลือ และดูแลความปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สิน ของประชาชนผู้ประสบเหตุอัคคีภัยได้….