Loading

สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 17 ระยอง ติวเข้มสถานประกอบการให้ทราบสิทธิประโยชน์จากกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566

     เมื่อวันที่ 24 ม.ค.ที่ห้องประชุมโรงแรมโกลเด้นซิตี้ระยอง อ.เมือง จ.ระยอง นายอนันต์ นาคนิยม รอง ผวจ.ระยอง เป็นประธานเปิดโครงการสัมมนาเรื่อง สิทธิประโยชน์จากกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 แก่เจ้าหน้าที่ของสถานประกอบกิจการในจังหวัดระยอง จำนวน 220 คน โดยมีนางนฤมล พนาสนธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 17 ระยอง นายสนธยา กาลาศรี จัดหางานจังหวัดระยอง นายน้อย นราเลิศ ประกันสังคมจังหวัดระยอง นางสาวโสพิศ หมัดป้องตัว แรงงานจังหวัดระยอง นางสาวสายทิพย์ แสงไฟ สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดระยอง นางกนกวรรณ ศรีสุวรรณ นักวิชาการพัฒนาฝีมือแรงงานชำนาญการพิเศษ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 17 ระยอง ร่วมเป็นเกียรติฯ

       นางนฤมล กล่าวว่า พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้สถานประกอบการมีส่วนร่วมในการพัฒนาฝีมือแรงงานเพิ่มมากขึ้น โดยมีมาตรการจูงใจด้านภาษีอากร สำหรับค่าใช้จ่ายที่สถานประกอบการจ่ายไปเพื่อจัดฝึกอบรมให้กับพนักงานของตนเองเพิ่มขึ้นอีก 100 ละ 100 และสิทธิประโยชน์ด้านต่างๆ ที่สถานประกอบการจะได้รับจากการฝึกอบรมฝีมือแรงงานฝีมือแรงงานให้กับลูกจ้าง นอกจากนี้ พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 ได้บัญญัติให้จัดตั้งกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยมีเป้าหมายในการนำเงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานมาใช้ในการช่วยเหลือหรืออุดหนุนสถานประกอบการที่ดำเนินการฝึกอบรมพนักงานของตนเอง ซึ่งผู้ประกอบการสามารถกู้ยืมเงินจากกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานไปใช้ในการฝึกอบรมลูกจ้างของตนเองโดยไม่เสียดอกเบี้ย แต่หากสถานประกอบที่อยู่ในข่ายบังคับตาม พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน คือมีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ไม่ดำเนินการจัดฝึกอบรมลูกจ้างของตนเองให้ได้สัดส่วนร้อยละ 50 ของจำนวนลูกจ้างเฉลี่ยทั้งปี จะต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งการสร้างองค์ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ประกอบกิจการเพื่อให้สามารถดำเนินการได้ถูกต้อง นับเป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

        สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 17 ระยอง จึงได้จัดโครงการอบรสัมมนาดังกล่าวขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจแก่สถานประกอบการให้ดำเนินการได้ถูกต้องตามกฎหมายตลอดจนรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบกิจการ เกี่ยวกับ พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม.

Loading

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ลงนาม MOU กับบริษัทภัทรเมธากิจ จก.เดินหน้าปีที่ 8 ส่งเสริมการจัดการเรียน การสอนในทุกมิติของอาชีวศึกษา เพื่อติดอาวุธทางปัญญาให้ครูผู้สอน ผู้เรียนให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกและสอดคล้องกับตลาดแรงงาน

      เมื่อวันที่ 23 ม.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงศ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ลงนาม MOU กับนายชนะภัทร ภัทรเมธากุล กรรมการบริหาร บริษัทภัทรเมธากิจ จก.ผู้ผลิตวัสดุอุปกรณ์ และตู้คอนโทรลไฟฟ้า เพื่อส่งเสริม สนับสนุนการจัดการเรียน การสอนอาชีวศึกษาในทุกมิติ และพัฒนาผู้เรียน ครู รวมทั้งสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดการเรียน การสอนและแข่งขันทักษะวิชาชีพ ที่วิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี จ.ปทุมธานี โดยมีผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษา และผู้แทนบริษัทฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน ทั้งนี้เพื่อให้มีความสามารถ มีความเป็นเลิศทางวิชาชีพ สอดคล้องกับตลาดแรงงาน

        สำหรับ บริษัทภัทรเมธากิจ จก.ได้สนับสนุนด้านการศึกษาแก่อาชีวศึกษามาตั้งแต่ ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน ทั้ง 5 ภาค ทั้งการสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ ตู้คอนโทรล สายไฟ และการอบรมสัมมนาการออกแบบตู้ควบคุมไฟฟ้า อบรมเชิงปฏิบัติการเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ระบบจำหน่ายไฟฟ้าใต้ดิน พัฒนาสื่อ นวัตกรรม เพื่อจัดการเรียน การสอนที่ทันสมัย เป็นต้น เป็นงบประมาณกว่า 20 ล้านบาทตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา

Loading

ชวนมาปรับโครงสร้างหนี้ และล้างหนี้นอกระบบ ในงานมหกรรมร่วมใจแก้ไขหนี้ เพื่อโอกาสต่อยอดสินเชื่อธุรกิจ

         สมาคมพิโกไฟแนนซ์ประเทศไทย ผนึกกำลังผู้ประกอบการสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ 1,091 รายทั่วประเทศ ร่วมหาทางออกให้คนเป็นหนี้ในงานมหกรรมร่วมใจแก้ไขหนี้ “มีหนี้ต้องแก้ไข เริ่มต้นใหม่อย่างยั่งยืน” เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ พร้อมสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพิ่มเติมเพื่อประกอบอาชีพ โดยเน้น 5 มาตรการหลักช่วยเหลือลูกหนี้ ทั้งพักการจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ย ขยายระยะเวลาในการผ่อนชำระ ลดดอกเบี้ย ลดค่าผ่อนชำระต่องวด และไม่คิดค่าใช้จ่ายในการทวงถามและค่าปรับ มั่นใจจะช่วยลดปัญหาหนี้สินของประชาชนและเพิ่มโอกาสในการต่อยอดสินเชื่อธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับฐานรากได้ หลังจากที่กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกับสถาบันการเงินของรัฐ สมาคมธนาคาร สมาคมพิโกไฟแนนซ์ประเทศไทย และหน่วยงานอื่น ๆ จัดงานมหกรรมร่วมใจแก้ไขหนี้ “มีหนี้ต้องแก้ไข เริ่มต้นใหม่อย่างยั่งยืน”  ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 20 -22 มกราคม 2566 ณ ศาลาประชาคมเทศบาลบ้านสวน จังหวัดชลบุรี โดยมี นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานเปิดงาน โดยการจัดงานในครั้งนี้เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาหนี้ โดยเฉพาะหนี้นอกระบบของประชาชน รวมถึงสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพิ่มเติมเพื่อประกอบอาชีพ เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ได้อย่างทั่วถึง ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

        นายสมเกียรติ จตุราบัณฑิต นายกสมาคมพิโกไฟแนนซ์ประเทศไทย สถาบันการเงินที่มีสมาชิกผู้ประกอบการสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ในปัจจุบันจำนวน 1,091  รายทั่วประเทศ (ผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นจากปี 2564 ถึง 7.17%) กล่าวถึงสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ ว่าเป็นสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดที่อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ที่ช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ง่ายขึ้น เพื่อลดการกู้หนี้นอกระบบ โดยผู้ประกอบการสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ จะให้บริการสินเชื่อ 2 ประเภท ได้แก่ สินเชื่อพิโกธรรมดา วงเงินกู้ไม่เกิน 50,000 บาท และคิดอัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ รวมแล้วไม่เกิน 36% ต่อปี หรือคิดเป็นเดือนละ 3% พร้อมลดต้นลดดอก และสินเชื่อพิโกพลัส วงเงินกู้ไม่เกิน 100,000 บาท และคิดอัตราดอกเบี้ยแบ่งเป็น 2 วงเงิน โดยวงเงินแรก  50,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ยได้ไม่เกิน 36% เหมือนพิโกธรรมดา และส่วนที่เกินวงเงิน 50,000 บาท แต่ไม่เกิน 100,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ รวมแล้วไม่เกิน 28% ต่อปี

      ในช่วงปี 2564-2565 พิโกไฟแนนซ์มีอัตราการเติบโตของธุรกิจเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยมีจำนวนผู้ประกอบการพิโกไฟแนนซ์ในปี 2564 จำนวน 1,091 ราย และเพิ่มขึ้นอีก 73 รายในปี 2565 คิดเป็นอัตราการเติบโต 7.17% และมีสินเชื่ออนุมัติสะสมจำนวนบัญชีรวม ณ วันที่ 30 ตุลาคม 2565 เป็นจำนวนทั้งหมด 2,571,584 บัญชี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2564 ที่มีจำนวนบัญชีทั้งหมด 1,135,016 บัญชี หรือเพิ่มขึ้นคิดเป็นอัตราการเติบโตสูงถึง 126.56% โดยมีสินเชื่ออนุมัติสะสมจำนวนเงินรวมทั้งสิ้นในปี 2565 จำนวน 27,452.56 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ที่มีจำนวน 16,112.41 มากถึง 70.38% อย่างไรก็ตามในจำนวนนี้มีหนี้ที่ค้างชำระ 1-3 เดือนแรก (SM) 14.98 % และหนี้ที่ค้างชำระเกินกว่า 3 เดือน (NPL) 19.77% ซึ่งในปี 2566 คาดว่าจะสามารถปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 8 พันล้านบาท

         ด้าน นายฉัตรชัย เล่งอี้ ผู้ประกอบการพิโกไฟแนนซ์ กล่าวถึงนโยบายความช่วยเหลือจากรัฐบาลว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาหนี้นอกระบบที่เกิดขึ้นในชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งมีจำนวนมาก จึงได้มีนโยบายจัดตั้ง พิโกไฟแนนซ์ ขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ โดยมีวัตถุประสงค์ที่เปิดกว้าง คือเป็นสินเชื่ออเนกประสงค์ ที่ผู้กู้สามารถนำไปชำระหนี้ต่าง ๆ  ได้ ทั้งเงินกู้นอกระบบ หรือชำระค่าเทอม หรือเพื่อประกอบอาชีพ โดยจะมีหลักประกันหรือไม่มีก็ได้ สำหรับวงเงินกู้นั้นจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการชำระหนี้ ซึ่งผู้ประกอบการแต่ละรายจะเป็นผู้พิจารณา

“ผู้กู้มีทั้งที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกัน  ถ้าหากมีผู้ค้ำประกันก็อาจจะไม่ต้องใช้หลักทรัพย์อื่น แต่หากไม่มีผู้ค้ำประกันก็ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน เช่น เล่มทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์  เล่มทะเบียนรถยนต์  หรือโฉนดที่ดิน  จากความยืดหยุ่นที่ทำให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ง่าย ทำให้พิโกไฟแนนซ์เป็นสถาบันการเงินขนาดย่อยที่ใกล้ชิดชุมชนมากที่สุด โดยมีการปล่อยสินเชื่อดำเนินการมานานกว่า 5 ปี ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีปัญหาหนี้เสียเกิดขึ้นด้วย แต่กระทรวงการคลังก็ยังมีนโยบายให้ดำเนินการช่วยเหลือลูกหนี้ใน 5 มาตรการ คือ 1. พักจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 6 เดือน 2. ขยายระยะเวลาในการผ่อนชำระออกไปให้ยืดยาวออกไป  3. ลดดอกเบี้ย 4. ลดค่าผ่อนชำระแต่ละงวดให้น้อยลง และ 5. ไม่คิดการทวงถาม ไม่คิดค่าใช้จ่ายในการปรับจากกรณีล่าช้า ซึ่งในงานมหกรรมร่วมใจแก้หนี้ เราสามารถให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ได้ถึงสองกลุ่ม คือ กลุ่มที่กู้เงินได้มีโอกาสมาปรับโครงสร้างหนี้  และกลุ่มที่เป็นหนี้นอกระบบ ได้มีโอกาสล้างหนี้นอกระบบและเข้าสู่ระบบพิโกไฟแนนซ์” นายฉัตรชัย เล่งอี้ กล่าว

             การจัดงานมหกรรมร่วมใจแก้หนี้ ครั้งที่ 4 ภายใต้แนวคิด “มีหนี้ต้องแก้ไข เริ่มต้นใหม่อย่างยั่งยืน” โดย กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมกับสถาบันการเงินของรัฐทุกแห่ง รวมทั้งผู้ประกอบการพิโกไฟแนนซ์ ได้ร่วมผนึกกำลังจัดขึ้นในครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจให้กับประชาชน โดยลดปัญหาหนี้สินของประชาชน และต่อยอดสินเชื่อธุรกิจให้เดินต่อได้ ซึ่งจะส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวมต่อไป

Loading

สถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออก ลงนาม MOU พัฒนานวัตกรรมงานวิจัยและเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า จักรยานยนต์ไฟฟ้า

      เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 20 ม.ค.ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา สถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออก อ.เมือง จ.ระยอง ดร.สมชาย ธำรงสุข ผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออก ลงนาม MOU กับ ดร.โอภาส เตพละกุล ประธานกรรมการ บ.โตโยตรอน มอเตอร์ จำกัด ผู้ประกอบการที่มีความเชี่ยวชาญด้านยานยนต์ไฟฟ้า จักรยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อสร้างความร่วมมือในการพัฒนานวัตกรรม งานวิจัยและเทคโนโลยีด้านยานยนต์ไฟฟ้า จักรยานยนต์ไฟฟ้า สร้างความร่วมมือทางวิชาการและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีระหว่างกัน เพื่อประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และวงการศึกษาด้านอาชีวศึกษา รวมทั้งส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรของสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออก ให้มคาวมรู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนานวัตกรรม งานวิจัยและเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า จักรยานยนต์ไฟฟ้า ตลอดทั้งการพัฒนาโครงการบริการวิชาการที่สัมพันธ์กับการจัดการเรียน การสอนของสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออก และความร่วมมือในการดำเนินกิจกรรมในด้านอื่นๆ ด้วย

       นอกจากนี้ยังมีการส่งมอบรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าต้นแบบให้สถานศึกษาสังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกทั้ง 8 แห่ง และมอบเกียรติบัตรแก่ครูผู้สอนอาชีวศึกษาภาครัฐ และเอกชนใน 4 จังหวัดภาคตะวันออก คือ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด จำนวน 28 คน ที่เข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรการซ่อม บำรุงรักษารถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอีกด้วย.

Loading

ททท.ต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์สายการบิน flydubai เส้นทางดูไบ – อู่ตะเภา (ระยอง-พัทยา) เป็นการขยายเส้นทางบินระหว่างประเทศ เปิดเส้นทางบินตรงจากเมืองดูไบสู่ภูมิภาคตะวันออกของประเทศไทยเป็นครั้งแรก ซึ่งจะให้บริการ 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์

     เมื่อเวลา 20.00 น.วันที่ 20 ม.ค.ที่ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระยอง-พัทยา อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานดูไบ ร่วมกับสายการบิน flydubai เปิดเส้นทางบินดูไบ – อู่ตะเภา (ระยอง-พัทยา) โดยเส้นทางบินดังกล่าวเป็นการขยายเส้นทางบินระหว่างประเทศ เปิดเส้นทางบินตรงจากเมืองดูไบสู่ภูมิภาคตะวันออกของประเทศไทยเป็นครั้งแรก ซึ่งจะให้บริการ 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ด้วยเครื่องบินแบบ Boeing 737 Max-8 ความจุโดยสาร 172 ที่นั่งต่อเที่ยวบิน โดยในวันนี้พลเรือเอกระพีพงษ์ โสวรรณ ผู้อำนวยการ       การท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระยอง-พัทยา นางสาวทิฐิพันธ์ เพ็ชรตระกูล รองนายกเมืองพัทยา นางสาวอโนมา วงษ์ใหญ่ ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานพัทยา และนายวัชรพล สารสอน ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานระยอง เป็นผู้แทนร่วมให้การต้อนรับสายการบิน flydubai เที่ยวบินที่ FZ1445 บินตรงจากเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พร้อมผู้โดยสารจำนวน 158 คน เดินทางออกจากเมืองดูไบ เวลา 10.35 น. และเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระยอง-พัทยา เวลา 19.45 น. โดยมี ททท. และท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภาได้ร่วมต้อนรับและส่งมอบความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวตั้งแต่เดินทางถึงประเทศไทยด้วยอุโมงค์น้ำ (Water Salute) การแสดงศิลปวัฒนธรรมรำกลองยาวจากสวนนงนุช และมอบพวงมาลัยดอกไม้เป็นของที่ระลึก พร้อมกันนี้ ททท. ยังได้จัดกิจกรรมสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวสำหรับ Blogger สายท่องเที่ยว จำนวน 6 รายที่เดินทางมาในเที่ยวบินปฐมฤกษ์ เพื่อสนับสนุนการผลิตเนื้อหาประชาสัมพันธ์เที่ยวบินและการเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 20-22 มกราคม 2566 โดย ททท. นำเสนอเส้นทางท่องเที่ยวที่นำเสนอประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบ Family Friendly และ Luxury ที่แตกต่าง มีคุณค่า และน่าประทับใจในพื้นที่พัทยา จังหวัดชลบุรี

       ปีที่ผ่านมาตั้งแต่เดือนมกราคม-ธันวาคม 2565 มีนักท่องเที่ยวชาวสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เดินทางมายังประเทศไทยแล้ว 65,847 คน ถือเป็นตลาดนักท่องเที่ยว 1 ใน 20 อันดับประเทศที่เดินทางมาประเทศไทย เป็นตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีการใช้จ่ายสูง และเดินทางเป็นครอบครัวใหญ่ ทั้งนี้ ด้วยปัจจัยของการขยายเปิดเส้นทางบิน ททท. คาดการณ์ว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เดินทางเข้าประเทศไทย ตลอดปี 2566 ประมาณ 150,000 คน และมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางประมาณ 90,000 บาทต่อทริป สร้างรายได้ทั้งสิ้น 13,500 ล้านบาท

       นอกจากนี้ ที่ผ่านมา ททท. ได้ร่วมกับสายการบิน flydubai นำผู้ประกอบการจากพัทยา กระบี่ และพังงาเดินทางร่วมการเจราจาธุรกิจ Table Top Sales ในกิจกรรมส่งเสริมการขาย roadshow เมื่อวันที่ 10-12 มกราคม 2566 ณ กรุงอาบูดาบี ดูไบ และรัฐราสอัลไคมาห์ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อีกทั้ง ททท. เตรียมกิจกรรมส่งเสริมการตลาด ปี 2566 เจาะกลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวใหม่ (กลุ่ม First Visit และ กลุ่ม Luxury) เพื่อกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวภูมิภาคตะวันออกกลางให้เดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยในอนาคตอันใกล้มากยิ่งขึ้น และในวันเดียวกันสายการบิน flydubai ก็เปิดบินเส้นทางดูไบ-กระบี่กลับมาอีกครั้งหลังจากหยุดบินไปในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19.

Loading

กลุ่มสมาคมประมงพื้นบ้านท้องถิ่นระยอง ยื่นฟ้องศาลปกครองระยอง 7 หน่วยงาน จี้ฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล เหตุน้ำมันของบริษัท SPRC รั่วไหลกลางทะเลเมื่อช่วงต้นปี 2565

       เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 20 ม.ค.ที่ด้านหน้าศาลปกครองระยอง ต.เนินพระ อ.เมือง จ.ระยอง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีกลุ่มประมงพื้นบ้านเท้องถิ่นระยอง และผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำมันของบริษัท SPRC รั่วไหลกลางทะเล เมื่อช่วงต้นปี 2565 รวมกลุ่มกันด้านหน้าศาลปกครองระยอง ก่อนจะมีตัวแทนของกลุ่มพร้อมทีมทนายความ จำนวน 7 ราย นำเอกสารยื่นฟ้อง โดยมีตัวแทนสมาชิกกลุ่มสมาคมประมงพื้นบ้านท้องถิ่นระยอง จำนวน 837 ราย เป็นผู้ฟ้อง 7 หน่วยงาน ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง ผู้ถูกฟ้องที่ 1 กระทรวงมหาดไทย ที่ 2 กรมเจ้าท่า ที่ 3 กรมธุรกิจพลังงาน ที่ 4 กรมประมง ที่ 5 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ 6 และกรมควบคุมมลพิษ ที่ 7 ต่อแผนกคดีสิ่งแวดล้อม ศาลปกครองระยอง โดยมี น.ส.จันทนา เจริญบุญ ผอ.สำนักงานศาลปกครองระยอง รับหนังสือคำฟ้อง พร้อมตรวจสอบเอกสารฟ้องว่าองค์ประกอบคำฟ้องครบถ้วนหรือไม่ ก่อนจะออกหนังสือเลขดำประทับรับฟ้องแจ้งกับกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบรับทราบ

           นายวีรศักดิ์ คงณรงค์ นายกสมาคมประมงพื้นบ้านท้องถิ่นระยอง กล่าวว่า หลักๆ ได้ยื่นฟ้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอให้ออกกฎระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการรับมือแก้ไขและป้องกันสถานการณ์น้ำมันดิบรั่วไหล และมาตรการฟื้นฟูทรัพยากรที่ได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำมันรั่วไหลดังกล่าว ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรียกบริษัทต้นตอทำน้ำมันรั่ว จัดตั้งกองทุนฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวระยอง จากผลกำไรสุทธิร้อยละ 10 ต่อปี เป็นระยะเวลา 10 ปี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้อง 7 รับผิดเยียวยาชดใช้ความเสียหายที่ทำให้ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งสัตว์น้ำได้รับความเสียหาย ส่งผลต่อวิถีชีวิตการประกอบอาชีพ และรับผิดเยียวยาชดใช้ค่าเสียโอกาสในการประกอบอาชีพของแต่ละคนด้วย.

Loading

SPRC ร่วมสมทบทุนเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าสามัคคีวัดหนองแฟบ เป็นเงิน 100,000 บาท

      วันที่ 12 มกราคม 2566 จังหวัดระยอง ร่วมกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุดและประชาชนในพื้นที่ ร่วมจัดพิธีทอดผ้าป่าสามัคคี ประจำปี 2566 ณ ศาลาการเปรียญวัดหนองแฟบ ต.มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง โดยมีนายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เป็นประธานในพิธีฯ และมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 500 คน

      พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อระดมทุนจัดสร้างองค์พระพิฆเนศวรและสนับสนุนงบประมาณการศึกษาแก่โรงเรียนวัดหนองแฟบ มีซึ่งได้ยอดเงินผ้าป่ารวมทั้งสิ้น 20,785,844.88 บาท โดยบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) (SPRC) ร่วมสมทบทุนเป็นคณะกรรมการอุปถัมภ์และเจ้าภาพทอดผ้าป่าสามัคคีฯ เป็นจำนวนเงิน 100,000 บาท

       SPRC ตระหนักดีถึงความสำคัญของประเพณีอันดีงาม อาทิ ประเพณีทอดผ้าป่าสามัคคี และมุ่งมั่นที่จะสืบสานรักษาไว้ให้อนุชนรุ่นหลัง นอกจากนี้ยังหวังไว้เป็นอย่างยิ่งว่าการสร้างองค์พระพิฆเนศวรขึ้นเพื่อสักการะบูชาจะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจแก่ทั้งชุมชนและผู้ประกอบการมาบตาพุด อีกทั้งเงินบริจาคด้านการศึกษาจะช่วยให้โรงเรียนและบุคลากรสามารถทำหน้าที่ของตนได้อย่างเต็มความสามารถ

Loading

SPRC จัดแอโรบิกสัญจร “เต้นท้าโรค โยกไปกับชุมชน” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ณ ชุมชนมาบชลูด

    วันที่ 19 มกราคม 2566 บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ร่วมกับเทศบาลเมืองมาบตาพุด จัดกิจกรรมแอโรบิกสัญจร “เต้นท้าโรค โยกไปกับชุมชน ปีที่ 8” ครั้งที่ 1 ประจำปี 2566 สร้างสีสันความสุขและสุขภาพที่ดีให้กับคนในชุมชน ภายใต้โครงการจิตอาสา “ทำดี หน้าตาดีกับน้องสตาร์” เพื่อแสดงความรักความห่วงใย พร้อมสานสัมพันธ์อันดีกับชุมชน โดยมีผู้ร่วมกิจกรรมดังกล่าวนี้กว่า 200 คน

        ภายในพิธีเปิดกิจกรรม ซึ่งจัดขึ้น ณ ลานแอโรบิกชุมชนมาบชลูด จ.ระยอง ได้รับเกียรติจาก นายถวิล โพธิบัวทอง นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองมาบตาพุด เป็นประธาน ร่วมด้วย คณะผู้บริหาร และสมาชิกสภาเทศบาล, หัวหน้าส่วนราชการ, ประธานและคณะกรรมการชุมชน กลุ่ม อสม. และนางสุจิตรา บุญชลอ ผู้ประสานงานด้านกิจการสัมพันธ์ ตัวแทนผู้บริหารพร้อมด้วยพนักงานจิตอาสา SPRC ท่ามกลางพี่น้องในชุมชน พร้อมใจเข้าร่วมกิจกรรมด้วยชุดออกกำลังกาย

       กิจกรรมดังกล่าวนี้ จัดขึ้นเพื่อแสดงถึงความห่วงใยของครอบครัว SPRC ที่มีต่อพี่น้องในชุมชน และมุ่งหวังอยากให้ทุกคนมีสุขภาพกาย สุขภาพใจที่ดี อีกทั้งภายในงานยังได้มีการมอบของขวัญปีใหม่แก่สมาชิกชมรม “SPRC เต้นท้าโรค โยกไปกับชุมชน” อีกด้วย

Loading

กลุ่มจีพีเอสซีจัดกิจกรรม “สร้างบ้านให้ปู สร้างที่อยู่ให้นก ประจำปี 2566” ณ ป่าชายเลนของกลุ่มประมงเรือเล็กเก้ายอด

           เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2566 กลุ่มจีพีเอสซี โดย โรงไฟฟ้า เก็คโค่-วัน ร่วมกับ ประมงจังหวัดระยอง สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดระยอง โรงเรียนระยองวิทยาคม และกลุ่มประมงเรือเล็กเก้ายอด จัดกิจกรรม “สร้างบ้านให้ปู สร้างที่อยู่ให้นก ประจำปี 2566” โดยมีคุณอนันต์ นาคนิยม รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ให้เกียรติเป็นประธานเปิดกิจกรรม และคุณวสันต์ สุสุนทร ผู้จัดการแผนกชุมชนสัมพันธ์ ในฐานะผู้แทนกลุ่ม GPSC ได้ร่วมกันสร้างกระชังเพาะเลี้ยงปูทะเล เพื่อให้เป็นแหล่งอนุบาลลูกปู พร้อมกับปล่อยพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ปูทะเลจำนวนกว่า 250 ตัว อีกทั้งยังสร้างบ้านให้กับนกจำนวน 80 หลัง ณ ป่าชายเลนบริเวณกลุ่มประมงเรือเล็กเก้ายอด อ.เมือง จ.ระยอง

         โดยกิจกรรมในครั้งนี้มีจิตอาสา พนักงาน อาจารย์ นักเรียนและชาวประมง กว่า 100 คน เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพให้แก่ระบบนิเวศ ส่งเสริมอาชีพประมงพื้นบ้าน และยังเป็นการสร้างจิตสำนึกการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้แก่เยาวชนของจังหวัดระยอง

Loading

วิทยาลัยเทคนิคระยอง ลงนาม MOU กับทรู 5G  มหาวิทยาลัยบูรพา และมิตซูบิชิ อีเล็กทริค ยกระดับอาชีวศึกษา ในโครงการพัฒนาศูนย์ปัญญาประดิษฐ์เพื่ออุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยี 5G

     เมื่อวันที่ 18 ม.ค.ที่ห้องประชุมชั้น 3 ตึกอำนวยการวิทยาลัยเทคนิคระยอง อ.เมือง จ.ระยอง ดร.อภิชาต ทองอยู่ ประธานคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC HDC) เป็นประธานในพิธีลงนาม MOU บันทึกความร่วมมือ “โครงการพัฒนาศูนย์ปัญญาประดิษฐ์เพื่ออุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยี 5G” ระหว่าง วิทยาลัยเทคนิคระยอง โดยนายชาคริต รุ่งรัตน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากร และ กลุ่มทรู โดย นายพิรุณ ไพรีพ่ายฤทธิ์ หัวหน้าคณะทำงานและกรรมการยุทธศาสตร์ 5G บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมด้วย มหาวิทยาลัยบูรพา โดย ดร.ไพบูลย์ ลิ้มปิติพานิชย์ ผู้อำนวยการ อีอีซี ออโตเมชัน พาร์ค และ มิตซูบิชิ อีเล็คทริค โดย นายปฤณวัชร ปานสิงห์ เจ้าหน้าที่การตลาดอาวุโส บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชัน (ประเทศไทย) จำกัด 

        ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือทางวิชาการด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีเครือข่ายอัจฉริยะ ทรู 5G เพื่อยกระดับด้านการศึกษาและพัฒนาทักษะด้าน AI ของนักศึกษาและบุคลากรในภาคอุตสาหกรรม สร้างคนที่มีความรู้ความสามารถที่จะเป็นพลังสำคัญร่วมขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ และสนับสนุนการพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์และสามารถนำไปใช้งานได้จริงในภาคธุรกิจยุคอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งจะเพิ่มศักยภาพภาคอุตสาหกรรมไทย รองรับการเติบโตของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี (EEC) ที่เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศตามนโยบายประเทศไทย 4.0