Loading

GPSC จับมือวิทยาลัยเทคนิคนิคมอุตสาหกรรมระยอง เปิด EV One Stop Service เสริมศักยภาพช่างฝีมือ รองรับทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเติบโต

       GPSC จับมือวิทยาลัยเทคนิคนิคมอุตสาหกรรมระยอง เปิดโครงการ EV One Stop Service ต้นแบบแห่งแรกในจังหวัดระยอง เพิ่มทักษะและความชำนาญให้ครู และนักศึกษาในการให้บริการซ่อมบำรุงจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น รองรับการพัฒนาเป็นอาชีพ เพื่อสร้างรายได้และเปิดจุดชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ พร้อมติดตั้งแผงโซล่าร์บนหลังคาขนาด 5.5 กิโลวัตต์ เดินหน้าส่งเสริมการใช้ยานยนต์แห่งอนาคต สอดรับแนวทางการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี พ.ศ. 2603 มุ่งสู่การดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืน

นางปริญดา มาอิ่มใจ รักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารองค์กร บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้า กลุ่ม ปตท. กล่าวว่า   GPSC ได้จัดพิธีเปิดโครงการ EV One Stop Service  ซึ่งเป็นศูนย์ซ่อมรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร   และติดตั้งสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์  โดยร่วมมือกับวิทยาลัยเทคนิคนิคมอุตสาหกรรมระยอง จ.ระยอง เพื่อรองรับการขยายตัวการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นำมาสู่การถ่ายทอดองค์ความรู้และเพิ่มทักษะให้กับ ครู อาจารย์ และนักศึกษา ผ่านผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมไฟฟ้าของ GPSC เพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพและสร้างรายได้ และยังเป็นการลดมลพิษทางอากาศ สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี สอดรับกับนโยบายของ GPSC ที่มีเป้าหมายการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี พ.ศ. 2603 ควบคู่ไปกับการสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อมและสังคม

           นายวีระชัย  สมบัติกำไร ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคนิคมอุตสาหกรรมระยอง กล่าวว่าเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของปริมาณการใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของชาวระยองที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การซ่อมบำรุงจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อผู้ใช้รถดังกล่าว   รวมถึงราคาการเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่ค่อนข้างสูง ดังนั้นการจัดตั้งศูนย์ซ่อมรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร จะสามารถรองรับการให้บริการซ่อมบำรุง และลดภาระค่าใช้จ่ายให้ชุมชนในพื้นที่ได้ อีกทั้งยังกระตุ้นการใช้ยานพาหนะไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น  จึงได้ร่วมมือกับ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) จัดตั้งศูนย์ฯ ดังกล่าว ซึ่งจะส่งผลให้นักศึกษาของวิทยาลัยฯ ได้พัฒนาฝึกฝนศักยภาพด้านช่างหลากหลายวิชา นำมาประยุกช์ให้เกิดความรู้นอกห้องเรียน ส่งเสริมการฝึกปฏิบัติ เพื่อต่อยอดในการศึกษาสาขายานยนต์ไฟฟ้า สร้างรายได้ในอนาคต

       ทั้งนี้ ศูนย์ซ่อมรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า บริเวณพื้นที่ใต้อาคารช่างยนต์ และสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ บริเวณศูนย์ซ่อมฯ และหน้าร้าน Quinine Café ซึ่ง GPSC ได้ติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์บนหลังคาอาคารอำนวยการ จำนวน 10 แผง รวมขนาดกำลังผลิต 5.5 กิโลวัตต์ และสนับสนุนนวัตกรรม องค์ความรู้ และจัดส่งผู้เชี่ยวชาญไปเป็นพี่เลี้ยงตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน จะเป็นต้นแบบของการพัฒนาทักษะของนักศึกษาอาชีวศึกษาแห่งแรกในจังหวัดระยอง ที่ให้บริการปรึกษา ซ่อมบำรุง เปลี่ยนแบตเตอร์รี่ หรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ ผ้าเบรก ล้อยาง ระบบไฟฟ้า ระบบจอแสดงผล กล่องควบคุมต่างๆ ให้กับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อเตรียมบุคลากรรองรับ เทคโนโลยีให้กับภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และยังช่วยสร้างการตระหนักรู้แก่ชุนชนและผู้มีส่วนได้เสียถึงผลดีในระยะยาวของยานยนต์ไฟฟ้าที่ภาครัฐให้การส่งเสริม ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการรักษาสิ่งแวดล้อม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สอดรับกับเป้าหมายขององค์กรและประเทศในการเดินหน้าสู่การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์อีกด้วย..000

ธนัญธร รวงผึ้ง รายงาน

Loading

เทศบาลตำบลทับมา ห่วงกลุ่มสตรีในพื้นที่ เดินหน้าโครงการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมในกลุ่มสตรี มุ่งช่วยลดอัตราการป่วยและเสียชีวิต

     เมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ห้องประชุมโรงเรียนอนุบาลทับมา ต.ทับมา อ.เมือง จ.ระยอง นางสาวเรวีญา ขจิตเนติธรรม ปลัดเทศบาลตำบลทับมา รักษาราชการแทนนายกเทศมนตรีตำบลทับมาเป็นประธานเปิดโครงการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมโดยเครื่องเอกซเรย์เต้านมเคลื่อนที่แก่กลุ่มสตรีในพื้นที่ ประจำปีงบประมาณ 2567

      ซึ่งจัดขึ้นโดยศูนย์บริการสาธารณสุขเทศบาลตำบลทับมา โดยได้มีการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม โดยเครื่องเอกซเรย์เด้านมเคลื่อนที่ (Mammogram)ในสตรีกลุ่มเสี่ยง เพื่อสร้างความตระหนักถึงการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเองอย่างถูกต้อง และคันหามะเร็งเต้านมในระยะแรกเริ่มได้ ทั้งนี้เพื่อลดความรุนแรงและอัตราตายด้วยโรคมะเร็งเต้านม ซึ่งการตรวจมี 3 วิธี คือ การตรวจเต้านมด้วยตนเอง และการตรวจโดยบุคลากรทางการแพทย์รวมทั้งการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์เต้านมเคลื่อนที่อีกด้วย.

Loading

ทต.ทับมา ฝึกซ้อมป้องกันอัคคีภัยแก่นักเรียน ประชาชนในพื้นที่ให้มีความรู้ความเข้าใจสามารถระงับเหตุอัคคีภัยได้ในเบื้องต้น

      เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 29 ม.ค.ที่โรงเรียนชุมชนวัดทับมา ต.ทับมา อ.เมือง จ.ระยอง น.ส.เรวีญา ขจิตเนติธรรม ปลัดเทศบาลตำบลทับมา รักษาราชการแทนนายกเทศมนตรีตำบลทับมา เป็นประธานเปิดโครงการฝึกซ้อมแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 มีนักเรียน เจ้าหน้าที่เทศบาลฯ องค์กรเอกชน และ ประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมโครงการอบรม จำนวน 50 คน โดยมีการลงนาม MOU ในขับเคลื่อนการส่งเสริมความรู้การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การระงับเหตุอัคคีภัยในพื้นที่ และการบรรยายให้ความรู้เรื่อง การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยในอาคาร /ทฤษฎีการเกิดอัคคีภัย การระงับเหตุอัคคีภัย หลักการดับเพลิง /การเคลื่อนย้าย/การปฐมพยาบาลผู้ได้รับบาดเจ็บจากอัคคีภัย/ เทคนิคการใช้อุปกรณ์เครื่องมือดับเพลิง/การควบคุมไฟที่เกิดจากน้ำมันและแก๊ส และการฝึกปฏิบัติการซ้อมแผนการอพยพหนีไฟ

      โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าอบรมมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายมาตรฐานความปลอดภัยในอาคารทฤษฎีการเกิดอัคคีภัย การระงับเหตุและหลักการดับเพลิงและเพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความรู้ ความเข้าใจขั้นตอนการปฏิบัติงานในการรับมือกับสถานการณ์อัคคีภัย การใช้อุปกรณ์ดับเพลิงสามารถระงับเหตุอัคคีภัยได้ในเบื้องต้น ตลอดจนรู้จักวิธีการช่วยเหลือผู้ประสบภัยและการอพยพหนีไฟ รวมทั้งเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับผู้เข้ารับการฝึกอบรมในการปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือ และดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของ ประชาชนผู้ประสบเหตุอัคคีภัยได้ และสร้างเครือข่ายด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยระหว่างหน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน และภาค ประชาชนอีกด้วย

Loading

จ.ระยอง ลงนาม MOU กับภาคีเครือข่ายสถานศึกษา และเทคนิคระยอง ขับเคลื่อนโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข สอดรับนโยบายกระทรวงมหาดไทย และรัฐบาล

     เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 29 ม.ค.ที่โดมเอนกประสงค์ วิทยาลัยเทคนิคระยอง อ.เมือง จ.ระยอง นายกำธร เวหน รอง ผวจ.ระยอง เป็นประธานลงนามบันทึกความร่วมมือ MOU โครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข ระหว่างหน่วยงานภาคีเครือข่าย และวิทยาลัยเทคนิคระยอง มีนายกิตติพงค์ อุตตมะเวทิน ผอ.วิทยาลัยเทคนิคระยอง สิบโทไชยยันต์ เกิดเหมาะ ศึกษาธิการจังหวัดระยอง นางช่อชบา ชื่นบาน ผอ.สพป.ระยอง 1 นายธีระยุทธ อุ่นวิเศษ ผอ.สพป.2 นางนิสา บรรจงการ ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือดังกล่าว มีนายเรืองฤทธิ์ ประกอบธรรม ปลัดจังหวัดระยอง พ.ต.อ.วีพงษ์ กงแก้ว ผกก.สภ.เมืองระยอง นายกัณตภณ สุขสงค์ นอภ.แกลง นายกิติพงศ์ อุระวัตร นอภ.บ้านฉาง น.ส.กัลยา ประสิทธิ์ภาคย์ นอภ.นิคมพัฒนา ครู อาจารย์ และนักเรียน นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคระยอง ร่วมเป็นสักขีพยานจำนวนมาก

        ทั้งนี้สืบเนื่องจากจังหวัดระยอง ได้ประกาศนโยบายสำคัญจังหวัดระยอง ปี 2567 โดยมีกรอบแนวความคิดจากยุทธศาสตร์ชาติ นโยบายรัฐบาล และนโยบายกระทรวงมหาดไทย ซึ่งประเด็นปัญหาสำคัญของจังหวัดระยอง ได้มีแนวทางการดำเนินงานด้านสังคม เรื่องการป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยกำหนดให้ร่วมดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวให้สำเร็จเป็นรูปธรรม จึงจำเป็นต้องบูรณาการ ทั้งส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาชนในทุกระดับ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อการพัฒนาในพื้นที่จังหวัดระยอง ทั้งนี้จึงได้เห็นชอบร่วมกันในการประกาศเจตนารมณ์เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด ลดการแพร่ระบาดของยาเสพติด การสูบบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า และการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งสื่อลามกอนาจาร การพนัน และการทะเลาะวิวาทที่เป็นภัยคุกคามต่อนักเรียน นักศึกษา ครอบครัว ชุมชน และสังคม โดยเฉพาะในสถานศึกษาให้มีความปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครอง นักเรียน นักศึกษา โดยใช้ยุทธศาสตร์โครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข มาดำเนินการให้บรรลุผลสำเร็จ จึงได้จัดให้มีการลงนามบันทึกความร่วมมือ MOU กับหน่วยงานภาคีเครือข่ายสถานศึกษาดังกล่าวขึ้นมา เพื่อร่วมมือกันในการขับเคลื่อนการดำเนินงานของโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติด โดยมีขอบเขตการดำเนินการคือ การจัดวางระบบข้อมูลข่าวสารด้านยาเสพติด ติดตาม และประเมินสถานการณ์ปัญหายาเสพติด และสั่งการหรือมอบหมายให้ส่วนราชการและหน่วยงานในพื้นที่ดำเนินการในลักษณะบูรณาการทั้งแผนงาน งบประมาณและการปฏิบัติ เพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดทั้งในและนอกสถานศึกษา รวมทั้งควบคุม กำกับ ติดตาม และบูรณาการด้านการคัดกรอง บำบัด ฟื้นฟูสมรรถภาพ และติดตาม ดูแลช่วยเหลือ ลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติด นอกจากนี้ยังมีการประสานการปฏิบัติกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อป้องกันปราบปราม สืบสวน ขยายผล ทำลายเครือข่ายของยาเสพติด และแหล่งอบายมุขรอบสถานศึกษา รวมถึงสิ่งผิดกฎหมายทุกประเภท เพื่อลดและควบคุมการเข้าถึงปัจจัยเสี่ยงและสิ่งผิดกฎหมายของเด็กและเยาวชนในพื้นที่อีกด้วย.

Loading

เทคนิคระยอง ลงนาม MOU กับกลุ่ม บ.ดาว(ประเทศไทย) จับมือพัฒนาหลักสูตรผลิตกำลังคนคุณภาพป้อนตลาดแรงงาน

      เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 26 ม.ค.67 ที่วิทยาลัยเทคนิคระยอง ต.ท่าประดู่ อ.เมืองระยอง นายกิตติพงค์ อุตตมะเวทิน ผอ.เทคนิคระยอง ลงนาม MOU กับนายเดชา พาณิชยพิเชฐ ผอ.โรงงาน กลุ่ม บ.ดาว(ประเทศไทย) เพื่อ ร่วมกันพัฒนาหลักสูตร เพื่อผลิตนักเรียน นักศึกษาให้ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน และสถานประกอบการ และฝึกอบรมและการแลกเปลี่ยนความรู้แก่ครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษาและบุคลากรทางการศึกษาร รวมทั้งสนับสนุนการฝึกงานเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ของนักเรียน นักศึกษาและพิจารณาคัดเลือกนักเรียน นักศึกษาของวิทยาลัยเทคนิคระยอง เพื่อเข้าเป็นพนักงานของ กลุ่มบริษัท ดาว(ประเทศไทย)ภายหลังที่สำเร็จการศึกษาตามคุณสมบัติ และตำแหน่งทีเหมาะสมอีกด้วย.

Loading

ทต.ทับมา จัดแข่งขันจักรยานขาไถ Balance Bike เด็กนักเรียนอนุบาล จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และมุ่งส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัยด้วย

     เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 26 ม.ค.ที่สนามกีฬาสวนสุขภาพเทศบาลตำบลทับมา ต.ทับมา อ.เมือง จ.ระยอง น.ส.เรวีญา ขจิตเนติธรรม ปลัดเทศบาลตำบลทับมา รักษาราชการแทนนายกเทศมนตรีตำบลทับมา เป็นประธานเปิดการแข่งขันจักรยานขาไถ Balance Bike ภายใต้โครงการกีฬาปฐมวัยทับมามหาสนุก ประจำปี 2567

      ซึ่งจัดขึ้นโดยกองการศึกษา เทศบาลตำบลทับมา และโรงเรียนอนุบาลทับมา มีเด็กนักเรียนชั้นปฐมวัยโรงเรียนอนุบาลทับมา เข้าร่วมแข่งขันฯ แบ่งการแข่งขันออกเป็น 7 รุ่น แบ่งเป็น 2 ประเภท ชาย และหญิง ประกอบด้วย 1.รุ่นอายุ 3 ขวบ 6 เดือน ถึง 4 ขวบ 2.รุ่นอายุ 4 ขวบ 1 เดือน ถึง 4 ขวบ 5 เดือน 3.รุ่นอายุ 4 ขวบ 6 เดือน ถึง 5 ขวบ 4.รุ่นอายุ 5 ขวบ 1 เดือน ถึง 5 ขวบ 5 เดือน 5.รุ่นอายุ 5 ขวบ 6 เดือน ถึง 6 ขวบ 6.รุ่นอายุ 6 ขวบ 1 เดือน ถึง 6 ขวบ 5 เดือน และ 7.รุ่นอายุ 6 ขวบ 1 เดือน ถึง 7 ขวบ ซึ่งจัดขึ้นมีวัตถุประสงค์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และเพื่อส่งเสริมการพัฒนาการของเด็กปฐมวัยและปลูกฝังความมีน้ำใจนักกีฬา ทั้งยังเป็นการปลูกฝังวินัยจราจร ส่งเสริมการออกกำลังกายพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย และสานสัมพันธ์ความรักในครอบครัวอีกด้วย.

Loading

พ่อเมืองระยอง นำเกษตรกรชาวสวนทุเรียน ผสมเกสรดอกทุเรียน เริ่มฤดูกาลผลิตทุเรียนคุณภาพของจังหวัดระยอง

     เมื่อเวลา 19.00 น.วันที่ 24 ม.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผวจ.ระยอง พร้อมด้วย น.ส.สลารีวรรณ ทัพทวี รอง ผวจ.ระยอง นายทศพล บวรโมทย์ นอภ.บ้านค่าย และ น.ส.วรนุช สีแดง เกษตรจังหวัดระยอง ร่วมกันใช้ไม้กวาดดอกหญ้าผสมเกสรดอกทุเรียน หรือผสมเกสรดอกทุเรียนให้เกสรตัวผู้ และตัวเมียผสมกัน เพื่อให้ติดลูกดีขึ้น ซึ่งเป็นสวนทุเรียนของนายเกรียงศักดิ์ มีสบาย เกษตรกรแปลงใหญ่ ม.8 ต.ตาขัน อ.บ้านค่าย เป็นการเริ่มต้นฤดูกาลผลิตทุเรียนจังหวัดระยอง ภายใต้โครงการผู้ว่าการันตี ทูเรียนดี เมืองระยอง

      นายไตรภพ กล่าวว่า ปีนี้จังหวัดระยอง มุ่งเน้นให้เกษตรกรผลิตทุเรียนที่มีคุณภาพภาพ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความรู้ ใช้เทคโนโลยีมาช่วยการผลิต เพื่อให้ได้ทุเรียนที่มีคุณภาพ และรสชาติดี และมีนโยบายไม่ตัดทุเรียนอ่อน รวมทั้งนำทุเรียนต่างพื้นที่มาสวมเป็นทุเรียนระยอง สร้างความเสื่อมเสียให้กับจังหวัดระยอง โดยปีที่แล้วก็ได้มีมาตรการป้องกัน โดยมีการจัดชุดเจ้าหน้าที่เคลื่อนที่เร็วตรวจจับทุเรียนอ่อนอย่างเข้มงวด สำหรับปีนี้ก็ได้มีการป้องปรามเกษตรกรไปแล้ว สำหรับทุเรียนระยอง จะเริ่มให้ผลผลิตเริ่มตั้งแต่ปลายเดือน เม.ย.นี้เป็นต้นไป ก็ขอเชิญชวน นทท.ได้ชิมทุเรียนคุณภาพระยอง นอกจากนี้ยังมีมังคุด เงาะที่มีคุณภาพเช่นกัน นอกจากมาท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดระยองที่มีความหลากหลายแล้ว ในฤดูผลผลไม้ออกสู่ตลาดยังได้มาลิ้มลองรสชาติผลไม้คุณภาพของระยองอีกด้วย

       สำหรับพื้นที่เพาะปลูกทุเรียนของจังหวัดระยอง มีประมาณ 120,000 ไร่ คาดการณ์ว่าปีนี้ทุเรียนจะให้ผลผลิต ประมาณ 150,000 ตัน

Loading

รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ส่งมอบหลอดไฟฟ้า 6,000 หลอด และปล่อยคาราวานรถเคลื่อนที่ Fix it Center สถานศึกษาอาชีวศึกษาระยอง 7 แห่ง ภายใต้โครงการหลอดไฟนำทาง แสงสว่างนำใจ เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เปลี่ยนหลอดไฟฟ้าให้โรงเรียน วัด สถานพยาบาลและบ้านเรือน ประชาชน

     เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 25 ม.ค.ที่บริเวณโดมอเนกประสงค์ วิทยาลัยเทคนิคระยอง อ.เมือง จ.ระยอง ดร.มงคลชัย สมอุดร รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดโครงการหลอดไฟนำทาง แสงสว่างนำใจ เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มี นายกำธร เวหน รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษา 7 แห่ง และครู นศ.เทคนิคระยอง ร่วมโครงการฯ โดยในงานประธานในพิธี ได้รับมอบหลอดไฟฟ้า จำนวน 6,000 หลอด จากผู้แทนจากกองทัพไทย และกลุ่มอาชีวะราชภักดี ก่อนจะส่งมอบให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาอาชีวศึกษาใน จ.ระยอง จำนวน 7 แห่ง ประกอบด้วย วิทยาลัยเทคนิคระยอง วิทยาลัยเทคนิคนิคมอุตสาหกรรมระยอง วิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย วิทยาลัยเทคนิคมาบตาพุด วิทยาลัยการอาชีพแกลง วิทยาลัยเทคโนโลยีไออาร์พีซี และวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาตากสินระยอง ก่อนที่จะมีการปล่อยคาราวานรถเคลื่อนที่ Fix it Center นำ นศ. ไปปฏิบัติการติดตั้ง เปลี่ยนหลอดไฟฟ้าในกับสถานศึกษา วัด โบสถ์คริสต์ มัสยิด สถานพยาบาล และบ้านเรือน ประชาชนที่มีรายได้น้อยในพื้นที่จังหวัดระยอง

       นายกิตติพงค์ อุตตมะเวทิน ผอ.เทคนิคระยอง กล่าวว่า โครงการดังกล่าว จัดขึ้นมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และเพื่อช่วยเหลือสถานศึกษา วัด โบสถ์คริสต์ มัสยิด สถานพยาบาล รวมถึงประชาชนที่รายได้น้อยในจังหวัดระยอง ที่มีความต้องการหลอดไฟฟ้า รวมทั้งเพื่อให้ นศ. ร่วมกับหน่วยบริการประชาชน Fix It Center ของวิทยาลัยในสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดระยอง จำนวน 7 แห่ง ได้มีการลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริงเพื่อบริการและช่วยเหลือ ปชช.โดย นศ.จะการดำเนินการต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 15 ก.พ.67 นี้…000

Loading

จังหวัดระยอง ส่งมอบปลากะตักแห้ง น้ำปลาและอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีนต้านโรคขาดสารไอโอดีนแก่นักเรียน และประชาชนในถิ่นทุรกันดาร

     เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 24 ม.ค.67 นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เป็นประธานในพิธีส่งมอบปลากะตักแห้ง น้ำปลาและอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีนให้กับผู้แทนกองทัพเรือ โครงการตามพระราชดำริต่อต้านโรคขาดสารไอโอดีน โดยมี นางสาวสลารีวรรณ ทัพทวี รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง นายเสรี เรือนหล้า ประมงจังหวัดระยอง พลเรือตรี กรัณย์ กลิ่นบัวแก้ว ผู้แทนกองทัพเรือ องค์กรภาคประมงของจังหวัดระยอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

      ทั้งนี้สมาคมประมงระยอง สมาคมอวนล้อมปลากะตัก สภาอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง ได้รับการประสานจากทัพเรือภาคที่ 1 เข้าร่วมโครงการน้อมเกล้าฯ ถวายปลากะตักแห้ง ปลาทูเค็ม และอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีน โดยเสด็จพระราชกุศล โครงการตามพระราชดำริต่อต้านโรคขาดสารไอโอดีน เพื่อส่งมอบปลากะตักแห้ง ปลาทูเค็ม และอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีนให้กับสำนักงานโครงการส่วนพระองค์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นำไปพระราชทานให้แก่นักเรียน และประชาชนที่ขาดแคลนในถิ่นทุรกันดารในพื้นที่ภาคเหนือ

      โครงการดังกล่าวได้เริ่มเมื่อปลายปี พ.ศ. 2538 ในการที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ภาคเหนือ ทรงพบเห็นพสกนิกรของพระองค์ท่านป่วยเป็นโรคขาดสารไอโอดีน (หรือโรค คอหอยพอก) จํานวนมาก พระองค์ทรงตระหนักถึงพิษภัยของโรคนี้ที่อาจสร้างปัญหาให้กับสังคมในภายหน้าได้ จึงทรงจัดตั้ง ‘โครงการต่อต้านโรคขาดสารไอโอดีน’ ขึ้น โดยพระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อดำเนินโครงการในเบื้องต้น และจากนั้นสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ก็ได้ทรงดำเนินโครงการนี้ต่อมาจนถึงปัจจุบัน โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานความช่วยเหลือให้กับผู้ที่เป็นโรคขาดสารไอโอดีนอย่างต่อเนื่องตลอดมา…000

Loading

เต้ มงคลกิตติ์’ ตรวจสอบโครงการขุดลอกคลองบางไผ่ จ.ระยอง หลัง ทร.จ้างเอกชนขุดลอกนำดินไปขายแทนค่าจ้าง ชี้ทำรัฐเสียประโยชน์ และควรสั่งยกเลิกสัญญาจ้าง

    เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 24 ม.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือเต้ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ อดีต ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ อดีตโฆษกและกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร และอดีตเลขาธิการคณะกรรมการภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นแห่งชาติ พร้อมทีมงานได้เดินทางไปตรวจสอบโครงการขุดลอกอ่างเก็บน้ำคลองบางไผ่ ระยะที่ 1 ฝั่ง อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ของกองทัพเรือ โดยการดำเนินการจ้างบริษัทเอกชนเข้ามาดำเนินการ งบประมาณ 65 ล้านบาท รับผิดชอบโดยฐานทัพเรือสัตหีบ เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้หน้าแล้ง โดยได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่า โครงการดังกล่าวไม่ชอบมาพากลหลายประเด็น โดยมี น.อ.จตุรงค์ สุขเกษม หัวหน้ากองพระธรรมนูญ ฐานทัพเรือสัตหีบ ให้การต้อนรับ พร้อมชี้แจงวัตถุประสงค์โครงการขุดลอกอ่างเก็บคลองบางไผ่และการว่าจ้างบริษัทเอกชนเข้ามาดำเนินการให้ได้รับทราบ

     นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า หลังจากได้ดูสัญญาจ้างแล้ว เป็นลักษณะที่ไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดิน แต่เป็นสัญญาการขายดินมาโปะเป็นค่าจ้างการขุดลอกคลองบางไผ่ ซึ่งตอนร่างสัญญาน่าจะมีปัญหา ต้องไปดูสัญญาที่ทำกับเอกชนมาดำเนินการของ ผบ.ฐานทัพเรือสัตหีบคนเดิม มีการเข้าใจทรัพยากรมากน้อยเพียงใดในการขุดลอกตรงนี้ อย่างเช่นกรมชลประทาน เวลาขุดลอกคลอง ก็จะมีราคากลางขุดลอกไปเลย ดินที่ขุดมาก็จะไม่ไปไหน ไม่มีการขาย แต่ขุดคลองบางไผ่ จะเป็นลักษณะไม่ได้ใช้เงินแผ่นดิน โดยใช้เงินจากการขายดินมาเป็นค่าจ้างแทน ซึ่งเงื่อนไขการเซ็นสัญญามี 2 เหตุผลคือ 1.ไม่รู้ และ 2. มีเจตนาพิเศษ ซึ่งก่อนที่จะร่างสัญญาได้ต้องมี คกก.ในการร่างทีโออาร์ขึ้นมา ว่าค่าขุด และค่าจากการขายของได้เท่าไหร่ ในร่างสัญญาเดิมจะต้องเขียนว่าอิฐ หิน ดิน ทรายเท่าไหร่ ต้องดูในร่างสัญญาเดิมว่ามีการประเมินเฉพาะดินหรือไม่ตอนนั้น ซึ่งเขามองว่าค่าขุดดิน ขายดินเท่าไหร่ก็โปะค่าจ้างไปเลยซึ่งมีขายมูลดินไปคิวละ 20.44 บาท ได้ 80 กว่าล้านบาท ค่าจ้าง 60 กว่าล้านบาท ซึ่งหักลบกันได้กำไรอยู่เกือบๆ 20 กว่าล้านบาท แต่สุดท้ายแล้วพอมาดูหน้างานจริงๆ มูลดินแทบจะมองไม่เห็นเลย เห็นมีแต่เครื่องดูดทรายทั้งนั้นเลย และในรายละเอียดสัญญาแนบท้ายมีค่าขายทรายด้วย ซึ่งการขุดดิน จะต้องมีการแยกอิฐ หิน ดินทรายว่าราคากลางเท่าไหร่ ก่อนตีกลับมาเป็นเงินให้ส่วนราชการ ค่อยไปหักกับค่าจ้าง ซึ่งหากทำแบบนี้จะทำส่วนราชการมีรายได้จำนวนมาก สิ่งที่ตนจะเสนอแนะก็คือ อยากให้ ผบ.ฐานทัพเรือสัตหีบคนปัจจุบัน ตรวจสอบสัญญาและร่างทีโออาร์เดิมให้เป็นปัจจุบันว่าถ้าเห็นเสียเปรียบแบบนี้ควรยกเลิกสัญญานี้หรือไม่อย่างไร เพราะว่า สัญญานี้ดูค่อนข้างเสียเปรียบเอกชนผู้รับจ้าง ถ้าหากสมมติไม่ยกเลิกสัญญาบอกว่าร่างสัญญานี้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย บริษัทไม่รู้ ทัพเรือไม่รู้ เพราะฉะนั้นแล้วถ้ารู้ก็ต้องแก้ไขในรายละเอียดแนบท้ายสัญญาว่าควรที่จะต้องหารือ สตง. กำหนดขายให้ได้ราคา และในราคาที่เหมาะสม โดยให้บริษัท และภาครัฐไปได้ ซึ่งถ้าแก้ไขสัญญาแล้วจะไม่ผิด ถ้ายังรู้แต่ไม่แก้ หรือยกเลิกประมูลใหม่ เมื่อ สตง.มาตรวจสอบก็อาจจะะมีความผิดตามมาตรา 157 หรือสมรู้ร่วมคิดกับบริษัทเอกชนได้ แต่ถ้าไม่รู้ก็ไม่ผิดในช่วงที่มีการเซ็นสัญญา แต่อย่างก็ตามเท่าที่ตรวจสอบสัญญามีการเขียนไว้หลวมมาก ทำให้ส่วนราชการเสียหาย เพราะฉะนั้นขอให้ ผบ.ฐานทัพเรือสัตหีบ ระงับสัญญาก่อน และหยุดดำเนินการขุดลอกอ่างเก็บน้ำคลองบางไผ่ไว้ก่อน เพื่อตรวจสอบและเขียนสัญญาใหม่ ถ้าบริษัทเดิมจะดำเนินการต่อและให้ประโยชน์กับภาครัฐเยอะ ก็เชิญอัยการจังหวัด สตง.มาร่วมเขียนสัญญาใหม่ ในการดำเนินการขั้นต่อไป ตนจะทำหนังสือถึง ผบ.ฐานทัพเรือสัตหีบให้ทบทวนสัญญาใหม่ เพื่อไม่ให้หน่วยงานภาครัฐเกิดความเสียหาย และเสียประโยชน์ต่อไป

     ด้าน นอ.จตุรงค์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวทำด้วยความรอบคอบ ทางกองทัพเรือไม่ได้คิดตัวเลขขึ้นมาเอง โดยมีแบบจากกรมทรัพยากรน้ำให้ข้อมูลตัวเลขทุกอย่าง และกรมทรัพยากรน้ำก็เคยทำงานในลักษณะแบบนี้มาแล้ว แต่อย่างไรก็ตามกองทัพเรือ พร้อมที่จะนำทั้งหมดกลับไปตรวจสอบ.