Loading

GC ผนึกพันธมิตรชั้นนำ สร้างปรากฏการณ์ Symposium แห่งปี! GC Circular Living Symposium 2022: Together to Net Zero

ชวนคนรุ่นใหม่รวมพลังลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC       ผู้นำธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับสากล เดินหน้าจัดงานGC Circular Living Symposium 2022: Together to Net Zero” การประชุมระดับนานาชาติที่รวมพลังขับเคลื่อนสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ เป็น ปีที่ 3 ระดมพล 40 ผู้นำทางความคิดชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ร่วมกับ ภาครัฐ เอกชน คนรุ่นใหม่ มหาวิทยาลัยชั้นนำ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม และสตาร์ทอัพ มาร่วมคิด แชร์ และต่อยอดหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

การประชุมระดับนานาชาติครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดงาน GC Circular Living Symposium 2022: Together to Net Zero” พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการ และกิจกรรมที่น่าสนใจในงาน สำหรับปีนี้ GC ฉลองการจัดการประชุมด้านความยั่งยืนระดับโลกปีที่ 3 ด้วย3 ไฮไลท์หลัก ประกอบด้วย

  1. งานเดียวที่รวมพลังผู้นำทางความคิดระดับท็อปของเมืองไทย  ซีอีโอบริษัทชั้นนำระดับโลก สตาร์ทอัพชั้นนำ และคนดังหัวใจสีเขียว มาร่วมแชร์ประสบการณ์และไอเดียสู่เป้าหมาย Together To Net Zero
  2. ชวนคนกรุงมาครีเอทปลูกผักในเมือง อิ่มได้ ดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วย
  3. Net Zero City  จำลองการใช้ชีวิตในเมืองแห่งอนาคต ที่จะได้สัมผัสกับไลฟ์สไตล์การเปลี่ยนแปลงสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เมืองที่วิถีชีวิต เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม         อยู่ร่วมกันอย่างบูรณาการ

สำหรับการจัดงานครั้งนี้เป็นการจัดงานแบบปลอดคาร์บอน (Carbon Neutral) ผ่านการชดเชยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ตามแนวทางขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมตามเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ของ GC มีส่วนช่วยสนับสนุนให้เกิดโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภายในประเทศ เพื่อต่อสู้กับปัญหาภาวะโลกร้อนอันจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิลง และก้าวไปสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำได้ในอนาคต

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า “การจัดการกับวิกฤตโลกร้อนในทุกมิติ เป็นสิ่งสำคัญที่ประเทศไทยต้องจัดการ ขณะนี้รัฐบาลกำลังพิจารณาการมี
ส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC Nationally Determined Contributions) ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 โดยเพิ่มเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็น 40% ภายในปี 2573 แบ่งส่วนสัดการจัดการภายในประเทศเป็น 30% และจากความร่วมมือระหว่างประเทศ 10% และได้นำเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยเร่งกำลังพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจ Bio-Circular-Green Economy (BCG) อย่างจริงจัง รัฐบาลได้ริเริ่มระบบการเงินสีเขียว (Green Finance) เพื่อขับเคลื่อนการลงทุนในนวัตกรรมและธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสรรค์สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่ภาคสังคมธุรกิจต่อไป”

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ (CEO) บริษัท พีทีที     โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GCกล่าวว่า “ภาวะโลกร้อนเป็นความท้าทายเร่งด่วนที่โลกต้องเผชิญ GC ในฐานะผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ในระดับสากล เพื่อสร้างสรรค์คุณภาพชีวิต เราเล็งเห็นถึงความสำคัญเร่งด่วนของการแก้ปัญหาโลกร้อนเพื่อให้เผ่าพันธุ์มนุษย์สามารถอยู่รอดได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ GC จึงได้จับมือกับ
พันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ ร่วมกันจัดงาน GC Circular Living Symposium 2022: Together to Net Zero” เพื่อเป็นเวทีแบ่งปันความรู้และต่อยอดแนวคิดเกี่ยวกับเศรษฐกิจหมุนเวียนและการลดการปล่อยคาร์บอนให้เป็นศูนย์ เราเชื่อว่า งานในครั้งนี้จะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนแนวคิด นโยบาย แนวทางการดำเนินงานในระยะสั้นและระยะยาว และที่สำคัญคือ สร้างแรงบันดาลใจและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ในฐานะพลเมืองของโลกที่มีเป้าหมายเดียวกัน Together to Net Zero ภายในปี 2050 เพื่อส่งต่อโลกที่ดีกว่าไปสู่คนรุ่นต่อไป

GC ได้นำหลักธรรมาภิบาลในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ESG รวมถึงแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน มาเป็นหลักในการดำเนินงานทุกขั้นตอนของ GC อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและพัฒนานวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อตอบโจทย์เมกะเทรนด์โลก ตลอดจนริเริ่มโครงการและนวัตกรรมด้านโซลูชั่นที่ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนมากมาย แม้จะมีความท้าทายจากโรคระบาดและการค้าในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา แต่ภาวะโลกร้อนยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข สำหรับปีนี้ GC จึงได้ยกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ด้วยการตั้งเป้า “Together To Net Zero” หรือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2050 ตามข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบการลดคาร์บอนต่ำซึ่งGC ขับเคลื่อนการทำงานด้าน Climate Actions อย่างยั่งยืนในหลายมิติ พร้อมทั้งมีการพัฒนานวัตกรรม และนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายที่ท้าทาย มุ่งสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ ด้วยแนวคิด “Together To Net Zero” GC พร้อมทำหน้าที่เป็นเสมือนพี่เลี้ยง เพื่อร่วมแชร์ประสบการณ์ มีการสร้าง Platform เพื่อให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม อีกทั้งยังมีผลิตภัณฑ์เป็นทางเลือกที่จับต้องได้ อาทิ ผลิตภัณฑ์ไบโอพลาสติกที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์รีไซเคิล และ
อัพไซเคิลเพื่อต่อยอดการทำงานร่วมกับพันธมิตร”   

มาร่วมมือกันเพื่อวันพรุ่งนี้ โดยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในสุดยอดปรากฏการณ์ Symposium ระดับนานาชาติแห่งปี “เพราะศูนย์ไม่ใช่แค่เป้าหมายแต่คือเส้นชัยของเราทุกคน“

Loading

SCGC เปิดตัวโครงการ “ปลูก เพาะ รัก” ตามแนวทาง ESGเดินหน้าปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้น ช่วยลดวิกฤติโลกร้อน

มุ่งสร้างวิถีสังคมคาร์บอนต่ำ เพื่อโลกและสังคมที่ยั่งยืน

      เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGCผู้นำธุรกิจเคมีภัณฑ์ครบวงจรเพื่อความยั่งยืน เปิดตัวโครงการ “ปลูกเพาะ รัก” : ปลูกต้นไม้ เพาะต้นกล้า รักษาป่า สู่วิถีสังคมคาร์บอนต่ำซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการด้านสิ่งแวดล้อมตามแนวทางและเป้าหมายด้าน  ESG (Environmental, Social and Governance)เพื่อช่วยลดวิกฤติภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรวมทั้งการเพิ่มพื้นที่สีเขียว โดยร่วมกับภาครัฐ ภาคประชาสังคมและภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งพนักงานจิตอาสา เดินหน้าปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้น ด้วยการปลูกป่าชายเลน และป่าบก การเพาะต้นกล้าเพื่อจัดสรรให้พื้นที่ที่ขาดแคลน รวมไปถึงการปลูกป่า ในใจคน ด้วยแนวคิดคนดูแลป่า ป่าดูแลคน สู่วิถีสังคมคาร์บอนต่ำตามเป้าหมายของประเทศ เพื่อโลกและสังคมที่ยั่งยืนต่อไป โดยได้รับเกียรติจากนายชาญนะ   เอี่ยมแสง ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เป็นประธานในพิธีภายในงาน “ปลูก เพาะ รัก” มีจิตอาสาจากภาคส่วนต่าง ๆ กว่า 300 คน ร่วมใจปลูกต้นไม้รวม 1,000 ต้น อันเป็นก้าวแรกของการปลูกป่า 1 ล้านต้น ภายใต้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช) สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1 จังหวัดระยอง สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดระยอง และสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 9 โดยได้คัดสรรพันธุ์ไม้หายากที่หายไปจากท้องถิ่น ด้วยสภาพสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป และขาดการดูแลรักษา ได้แก่ ลำพู ลำแพน ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างพื้นที่สีเขียว  ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แล้ว ยังช่วยคืนความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมต่อยอดส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ได้อีกด้วย   นำไปสู่การสร้างสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

      นายธนวงษ์ อารีรัชชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC กล่าวว่า “SCGC ดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูสิ่งแวดล้อม สังคม ด้วยหลักบรรษัทภิบาล ตามแนวทาง ESG มาอย่างต่อเนื่อง ตลอดเวลาที่ผ่านมา SCGC ได้ร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการฟื้นฟูผืนป่า สร้างฝายชะลอน้ำ และสร้างพื้นที่สีเขียว เพื่อช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในทางแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อนที่เป็นวาระสำคัญของโลกในขณะนี้ นอกจากนี้ SCGC ยังปลูกจิตสำนึกอนุรักษ์ ด้วยการให้ความรู้ความเข้าใจ สร้างการตระหนักรู้ถึงการอยู่ร่วมกันระหว่างคนและป่า ซึ่งเป็นหนทางแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ SCGC ได้เปิดตัวโครงการ “ปลูก เพาะ รัก” ปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้น เพื่อช่วยลดวิกฤตโลกร้อน  โดยร่วมมือกับทุกภาคส่วนดำเนินการปลูกป่าชายเลน และป่าบกเพาะต้นกล้าเพื่อจัดสรรให้พื้นที่ที่ขาดแคลน รวมถึงการสร้างป่าในใจคน เพื่อให้เกิดการรักษาและดูแลผืนป่าอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่วิถีสังคมคาร์บอนต่ำ เพื่อสร้างความยั่งยืนแก่เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมต่อไป”

      นายชาญนะ เอี่ยมแสง ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เผยว่า “การเพิ่มพื้นที่สีเขียวทั้งป่าไม้ และป่าชายเลน เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่จังหวัดระยองได้ดำเนินการ ซึ่งส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติได้รับการอนุรักษ์ฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง และมีการนำมาใช้อย่างคุ้มค่า โดยพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่จะสร้างรายได้ ให้กับระบบเศรษฐกิจของจังหวัดระยอง ซึ่งโครงการ “ปลูก เพาะ รัก” ที่ เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC ริเริ่มจัดขึ้นในครั้งนี้ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของประเทศ ช่วยสร้างความตระหนักรู้ถึงปัญหา “ภาวะโลกร้อน” นำไปสู่การสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ และช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว นอกจากนี้พื้นที่บริเวณตำบลเนินพระที่มาร่วมกันปลูกป่าชายเลนในครั้งนี้ ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากตั้งอยู่ใจกลางเมืองระยอง พร้อมเชื่อมต่อไปสู่โครงการป่าในเมือง ซึ่งทางจังหวัดมีแผนต่อยอดไปสู่การพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ช่วยสร้างการมีส่วนร่วมไม่เพียงแต่ประชาชนในพื้นที่ แต่ยังรวมไปถึงนักท่องเที่ยว เพื่อให้ได้เห็นถึงคุณค่าความสวยงามของธรรมชาติ ตระหนักถึงปัญหาภาวะโลกร้อน และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวร่วมกัน”

ทั้งนี้ SCGC มุ่งมั่นดำเนินการเพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ Carbon Neutrality ภายในปี 2593 โดยมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 20% ของปีฐาน 2564 ภายในปี 2573 ด้วยแนวทาง “Low Carbon, Low Waste” ได้แก่ การปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนกระบวนการและอุปกรณ์ให้มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงขึ้น การใช้พลังงานสะอาดทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล การพัฒนาและลงทุนในเทคโนโลยีที่ไม่ปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้ตลอดห่วงโซ่คุณค่า และการทำกิจกรรมชดเชยคาร์บอน (carbon offset) เช่นการปลูกป่าในพื้นที่ลักษณะต่าง ๆ รวมถึงป่าชายเลน

Loading

เทศบาลตำบลทับมา จับมือโรงเรียนอนุบาลทับมา นำเด็กนักเรียนเปิดประสบการณ์สู่โลกกว้าง เยี่ยมชมสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำระยอง

     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เทศบาลตำบลทับมา โดยกองการศึกษา และโรงเรียนอนุบาลทับมา ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทับมา ได้นำเด็กนักเรียนศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทับมาและโรงเรียนอนุบาลทับมา จำนวน 348 คน ไปทัศนศึกษาแหล่งเรียนรู้นอกสถานที่ใน”โครงการหนูน้อยเรียนรู้สู่โลกกว้าง ประจำปีงบประมาณ 2565”ที่สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำระยอง (Rayong Aquarium)  ตำบลเพ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง

       ซึ่งจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เด็กนักเรียนได้ฝึกประสบการณ์จากแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนและเสริมสร้างพัฒนาการทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์และสติปัญญาของผู้เรียน อีกทั้งยังเป็นการฝึกปฏิบัติต้นเพื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอีกด้วย ภายในการไปทัศนศึกษาดังกล่าว มีการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำระยอง พร้อมเดินเที่ยวชมอุโมงค์สัตว์น้ำใต้ท้องทะเล และกิจกรรมระบายสีตามจินตนาการ โดยวิทยากรประจำสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ทำให้เด็กนักเรียนได้รับทั้งความรู้ ความสนุกสนานกับกิจกรรมต่างๆ และเพิ่มประสบการณ์การเรียนรู้มากยิ่งขึ้น.

Loading

อ.นิรุตน์“หมอดูเทวดา”เปิดสำนักสัมผัสจิต สื่อกรรม ตามเสียงเรียกร้องของลูกศิษย์ ชาวบ้านทราบข่าวแห่จองคิวเปิดดวงร่วม 100 คิวต่อวัน

       เมื่อวันที่ 22 ส.ค.65 ที่สำนักหมอดูเทวดา ริมถนนสาย 3574 บ้านค่าย-บ้านบึง ต.หนองกรับ อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีประชาชนจำนวนมากเดินทางมารับบัตรคิวเพื่อดูดวงกับ อ.นิรุตน์ ลำดับวงศ์ หรือ หมอดูเทวดา (สัมผัสจิต สื่อกรรม) หมอดูชื่อดังของ จ.ระยอง หลายคนเดินทางมาจากต่างจังหวัด เพราะได้ยินชื่อเสียงของหมอดูเทวดาที่สามารถเปิดดวง แล้วทำนายได้อย่างแม่นยำ เพียงแค่ได้สัมผัสมือ โดยเฉพาะเรื่องโชคลาภ มีคนเดินทางกลับมาขอบคุณอาจารย์หลังจากประสบความสำเร็จตามที่อาจารย์แนะนำ

      อ.นิรุตน์ ให้เหตุผลในการเปิดสำนักที่บ้านหนองกรับว่า หลังจากที่จำนวนคนมาดูดวงกับอาจารย์เพิ่มมากขึ้นกว่า 100 คนต่อวัน จุดเดิมที่ด้านหลังองค์ท้าวเวสสุวรรณ วัดหนองกรับ ประชาชนที่เดินทางมาจากที่ห่างไกล ไม่ได้รับความสะดวกสบาย เนื่องจากพื้นที่ด้านหลังองค์ท้าวเวสสุวรรณ ไม่ได้สร้างไว้รองรับคนจำนวนมาก บรรดาลูกศิษย์จึงได้เรียกร้องให้อาจารย์เปิดสำนักนอกบริเวณวัด เพื่อความเป็นส่วนตัว และไม่เป็นการรบกวนคนที่จะมาทำบุญที่วัด อาจารย์จึงทำการย้ายสถานที่ดูดวง จากที่วัดมาเป็นที่บ้านแทน ซึ่งเดิมเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวของครอบครัว อยู่ห่างจากจุดเดิมเพียง 500 เมตร อาจารย์ได้ฝากถึงคนที่กำลังท้อ สิ้นหวัง กับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันให้หมั่นทำบุญ ทำความดี ให้เชื่อในพลังบุญ อาจารย์จะคอยเป็นกำลังใจให้ลูกศิษย์ทุกคน

      ด้านนายพสธร พลีดี อายุ 46 ปี พนักงานบริษัทประกันภัย ในตัวเมืองระยอง กล่าวว่า วันนี้ได้นำองค์ท้าวเวสสุวรรณมาให้อาจารย์เบิกเนตร และเจิมรถจักรยานยนต์คันใหม่ เพื่อเปิดดวงจะได้ทำมาหากินได้อย่างไม่ติดขัด มีโชคมีลาภ ผมรู้จัก อ.นิรุตน์ ทางเพจเฟสบุ๊ค มีความศรัทธาในตัวอาจารย์อย่างมาก ประกอบกับอยู่ในพื้นที่บ้านค่ายจึงเดินทางมาไม่ไกล อาจารย์ใจดีมากครับ

       ด้านนางสาวนวรัตน์ ทองจันทร์ อายุ 32 ปี อาชีพขายของออนไลน์ ชาว อ.ปลวกแดง เดินทางมาหาอาจารย์เป็นครั้งที่2 บอกกับทีมข่าวว่า มาพบอาจารย์เป็นครั้งที่ 2 แล้ว ครั้งแรกไปให้อาจารย์เปิดดวงที่วัดหนองกรับ กลับไปชีวิตก็ดีขึ้น วันนี้คนเยอะมากได้คิวที่ 56 แต่ก็รอไม่นาน อาจารย์ใจดีมาก ท่านชี้แนะแนวทางในการใช้ชีวิต ท่านบอกถ้าอยากให้ชีวิตดีขึ้น อยากประสบความสำเร็จ ต้องหมั่นสะสมบุญ ธุรกิจที่ทำจะไม่ติดขัด และมีโชคมีลาภ

       ด้านพนักงานโรงงานกลุ่มนี้เดินทางมาจาก จ.ชลบุรี เห็นข่าวอาจารย์จากเพจดังซูมระยอง จึงอยากจะมาให้อาจารย์”สัมผัสจิต สื่อกรรม”ให้กับพวกตน หญิงสาวหนึ่งในกลุ่มบอกกับทีมข่าวว่า เห็นอาจารย์ครั้งแรกขนลุกเลย อาจารย์เมตตาสูงมากเป็นกันเองกับทุกคน มาวันนี้ไม่ได้มาขออะไร แค่อยากเจออาจารย์ตัวเป็นๆ สักครั้งก็ดีใจแล้ว

       สำหรับท่านที่เดินทางมาพบ อ.นิรุตน์ หมอดูเทวดา (สัมผัสจิต สื่อกรรม) สามารถเดินทางมาได้ทุกวัน เปิดรับบัตรคิวตั้งแต่เวลา 09.00–16.30 น.โดยไม่รับจองคิวทางโทรศัพท์ต้องเดินทางมาด้วยตนเองเท่านั้น สำนักอาจารย์นิรุตน์ตั้งอยู่ริมถนนสาย 3574 บ้านค่าย-บ้านบึง มาจากตัวเมืองระยอง เลยวัดหนองกรับเพียง 500 เมตร สังเกตุด้านขวามือ เป็นบ้านไม้ 2 ชั้น โดยอาจารย์ได้จัดเตรียมอาหาร น้ำดื่ม ไว้บริการทุกท่านฟรี สอบถามเพิ่มเติมที่โทร 065-1234370.

Loading

กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 พะเยา – แพร่ – น่าน – เชียงราย เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ตอบสนองนโยบายเกษตรภาครัฐ พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่เกษตรกร จัดกิจกรรมเชื่อมโยงตลาดระหว่างภูมิภาค โชว์ศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยที่โคราช 

       นายบำรุง สังข์ขาว รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา กล่าวในโอกาสเป็นประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมสินค้าเกษตรปลอดภัย พะเยา แพร่ น่าน เชียงราย กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 12-14 สิงหาคม 2565 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช จังหวัดนครราชสีมา ว่าการพัฒนาเกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ ถือเป็นประเด็นการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ที่สำคัญของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 โดยเป็นกิจกรรมภายใต้โครงการเพิ่มขีดในการแข่งขันการเกษตรระดับภูมิภาค โดยการพัฒนาให้สินค้าเกษตร ผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตร มีคุณภาพ มีอัตลักษณ์ และได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค พร้อมส่งเสริมด้านการตลาด ด้วยการเชื่อมโยงตลาดสินค้าเกษตรกับภูมิภาคอื่น เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับรู้ถึงศักยภาพสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัยกลุ่มล้านนาตะวันออก

         “การจัดงานมหกรรมสินค้าเกษตรปลอดภัย พะเยา แพร่ น่าน เชียงราย กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 เป็นการส่งเสริมและเชื่อมโยงตลาดสินค้าเกษตร พร้อมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ศักยภาพ ความพร้อมของสินค้าเกษตรกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ซึ่งภายในงานได้มีการนำสินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน เช่น ข้าวอินทรีย์ ลำไยคุณภาพ ชา กาแฟ เป็นต้น ซึ่งได้ความสนใจจากพี่น้องชาวโคราชมาร่วมกิจกรรมชอป ชิม และสนับสนุนสินค้าของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 เป็นจำนวนมาก”

        ด้าน นายสวัสดิ์ กระรัตน์ เกษตรจังหวัดพะเยา เปิดเผยถึงความสำคัญและความสำเร็จของการจัดงาน ว่าเนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 นั้น ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งรายได้ภาคการเกษตรถือเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัด ซึ่งการจัดงานมหกรรมสินค้าเกษตรปลอดภัย พะเยา แพร่ น่าน เชียงราย กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมภายใต้โครงการเพิ่มขีดในการแข่งขันการเกษตรระดับภูมิภาค กิจกรรมหลัก การพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัยสู่การเป็นแหล่งผลิตสินค้าอินทรีย์ภาคเหนือตอนบน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์ศักยภาพการเป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ ส่งเสริมการขยายตลาดสินค้าเกษตร และเชื่อมโยงตลาดสินค้าเกษตรกับภูมิภาคอื่น

      โดยตลอดระยะเวลาของการจัดงาน 3 วัน ระหว่างวันที่ 12 – 14 สิงหาคม 2565 ได้รับความสนใจจากพี่น้องชาวโคราชและจังหวัดใกล้เคียงเป็นอย่างมาก   สินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย กลุ่มล้านนาตะวันออก ได้นำสินค้าคุณภาพ เกรดระดับพรีเมี่ยม อาทิ ผลิตภัณฑ์จากข้าวอินทรีย์ , ลำไยสด, หมี่กรอบลำไย น้ำผึ้งและผลิตภัณฑ์จากน้ำผึ้ง ข้าวยำอบกรอบ ชา เมล็ดกาแฟ ลูกประคบเปลือกน้ำส้ม ผลิตภัณฑ์อบแห้ง ขาอบสมุนไพร ขิงอบน้ำผึ้ง ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากพริก ผลิตภัณฑ์แหนม หมู  ล้วนเป็นผลิตภัณฑ์เกรดดีเยี่ยม มีแพกเกจจิ้งที่สวยงามทันสมัย    “งานนี้เราได้คัดสรรสินค้าเกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ และผลิตภัณฑ์แปรรูปด้านการเกษตร ที่เป็น “ของดี 4 จังหวัด” มาจำหน่าย และมีการจัดนิทรรศการเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์และศักยภาพของ 4 จังหวัด มีกิจกรรมเจรจาธุรกิจเพื่อเชื่อมโยงตลาดสินค้าเกษตรระหว่างผู้ประกอบการและคู่ค้า ซึ่งผลสำเร็จของการจัดงานครั้งนี้นอกจากเกษตรกรจะมีโอกาสนำเสนอสินค้าในตลาดต่างภูมิภาคแล้ว ยังสามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายสินค้า และขยายช่องทางตลาดเชื่อมโยงธุรกิจได้อีกด้วย”

Loading

พลาดไม่ได้! เทศกาลอาหารอร่อย ระยองฮิ ครั้งที่ 8 วันที่ 25-28 ส.ค.นี้ พบกับสุดยอดอาหารอร่อยเมืองระยอง มาให้ชิมเพียบ

เมื่อเวลา 18.30 น.วันที่ 17 ส.ค.ว่าที่ร้อยตรีพิรุณ เหมะรักษ์ รอง ผวจ.ระยอง เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงานเทศกาลอาหารอร่อย ระยอง..ฮิ ที่โรงแรมโกลเด้นท์ ซิตี้ ระยอง จ.ระยอง โดยมี น.ส.สุวีรยา ปั้นปาน พานิชย์จังหวัดระยอง ผู้แทนหอการค้าระยอง อบจ.ระยอง และส่วนราชการ ชมรมผู้ประกอบการร้านอาหารระยอง เข้าร่วมแถลงข่าวการจัดงานโดยมีการนำอาหารมาโชว์ภายในงาน ประกอบด้วย กุ้งราดซอสใบชะมวง ไอศครีมโบราณ(มนตรี)ปูสดนึ่งพร้อมแกะ ขนมหนุมานคลุกฝุ่น และหมูชะมวง เป็นต้น

ว่าที่ร้อยตรีพิรุณ เหมะรักษ์ รอง ผวจ.ระยอง กล่าวว่า สำหรับเทศกาลอาหารอร่อย ระยอง..ฮิ ครั้งที่ 8 นับเป็นการรวมเอาอาหารชั้นเลิศของ จ.ระยอง ที่มาเปิดร้านจำหน่ายกว่า 100 ร้านค้า รวมถึงการสาธิตทำอาหาร และการแสดงของศิลปินชื่อดัง จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยว และชิมอาหารอร่อยกันได้ ซึ่งเป็นการจัดติดต่อกันมาถึงปีที่ 8 โดยเป็นการคัดสรรอาหารรสเด็ดของระยอง มารวมไว้ภายในงาน จึงขอเชิญชวนประชาขนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว เดินทางมาท่องเที่ยว ในงานเทศกาลอาหารอร่อย ระยองฮิ ครั้งที่ 8 ที่มีการเตรียมความพร้อมในทุกด้าน ทั้งด้านการจราจร และความมาตรการการป้องกันโควิด-19

น.ส.สุวีรยา พาณิชย์ จ.ระยอง กล่าวว่า จังหวัดระยอง ได้ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์ระยอง หอการค้าระยอง และชมรมผู้ประกอบการร้านอาหารระยอง ได้จัด”โครงการพัฒนาและส่งเสริมช่องทางการกระจายสินค้าและบริการของจังหวัดระยองขค้น ภายใต้คอนเซ็ป มหกรรมเทศกาลอาหารเด่นจังหวัดระยอง ประจำปี 2565 เพื่อพัฒนาศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถแก่ผู้ประกอบการ และสร้างเครือข่ายทางการค้า กระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัด เพิ่มรายได้ และกำลังซื้อภายในชุมชนและจังหวัด เพื่อนำไปสู่โครงสร้างเศรษฐกิจที่สมดุล สร้างความเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจภายในประเทศ สร้างความมั่นใจและความน่าเชื่อถือสินค้าและบริการจากแหล่งผลิตในพื้นที่ และยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของระยองอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีการจัดการสาธิตอาหารพื้นถิ่นจากเซฟดังระดับประเทศ การประกวดการทำอาหาร กิจกรรมส่งเสริมการขาย นิทรรศการภาพถ่าย และ ร้านค้ามากกว่า 100 ร้านค้าตลอดการจัดงาน รวมถึงการแสดงของศิลปินชื่อดังตลอดงาน โดยจะจัดขึ้น ตั้งแต่วันที่ 25-28 ส.ค.65 ณ สนามกีฬากลางจังหวัดระยอง.

Loading

รมช.สธ.เปิดประชุมวิชาการเสริมศักยภาพ อสม.หมอคนที่ 1 ที่พึ่งชุมชน คนรักษ์ สุขภาพ ภาคกลาง เขตสุขภาพที่ 6 ยกระดับ อสม.สู่การเป็น “สมาร์ท อสม.”เพื่อเป็นแกนนำดูแลสุขภาพประชาชน

    เมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่โรงแรมโกลเด้นซิตี้ระยอง อ.เมือง จ.ระยอง ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการเสริมศักยภาพ อสม.หมอคนที่ 1 ที่พึ่งชุมชน คนรักษ์ สุขภาพ ภาคกลาง เขตสุขภาพที่ 6 มี อสม.จำนวน 1,000 คน เข้าร่วมประชุมฯ ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการสนับสนุนและเสริมศักยภาพ อสม.ในการทำหน้าที่เป็นหมอคนที่ 1 ตามนโยบายพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิเข้มแข็ง โดยให้คนไทยทุกครอบครัวมีหมอประจำตัว 3 คน ซึ่งมี อสม.เป็นหมอคนที่ 1 ใกล้ตัว ใกล้ชิดกับประชาชน ร่วมกับหมอคนที่ 2 และ 3 ในการดูแลสุขภาพของประชาชน

     ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การเสริมสร้างศักยภาพ อสม.ในการจัดการสุขภาพชุมชน เพื่อการพึ่งพาตนเองด้านสุขภาพเป็นการสนับสนุนและเสริมศักยภาพ อสม.ในการทำหน้าที่เป็นหมอคนที่ 1 และยกระดับสู่การเป็น”สมาร์ท อสม.”เพื่อดูแลสุขภาพของประชาชนในชุมชน โดยเฉพาะผู้ป่วยกลุ่มเป้าหมายทั้ง 3 กลุ่ม คือ ผู้ป่วยโรคติดต่อไม่เรื้อรัง(NCD) ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง(CKD)และผู้สูงอายุติดบ้าน ติดเตียง(LTC)ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ร่วมกับหมอคนที่ 2 และ 3 ตามกลไก 3 หมอ นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ อสม.ทำหน้าที่เป็นแกนนำสุขภาพในการเป็นต้นแบบด้านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในชุมชน และสนับสนุนความเข้มแข็งขององค์กร อสม.ให้มีศักยภาพและเป็นกลไกสนับสนุนการจัดการสุขภาพชุมชน เพื่อการพึ่งพาตนเอง.

Loading

      การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมปลูกป่าต้นแบบ เพื่อพัฒนาพื้นที่ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์นิคมอุตสาหกรรม Smart Park Let’s Zero together ปลูก เพื่อ(ลด)สู่อนาคตที่ยั่งยืน ตั้งเป้าลดก๊าชเรือนกระจกในระยะ 5 ปี ให้ได้ 2.5 ล้านกิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า(kgCO2e)

     เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 16 ส.ค.ที่บริเวณอ่างเก็บน้ำ B โครงการนิคมอุตสาหกรรม Smart Park จังหวัดระยอง นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ต.มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  รศ.ดร.วีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เป็นประธานเปิดกิจกรรมปลูกป่าต้นแบบ เพื่อพัฒนาพื้นที่ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์นิคมอุตสาหกรรม Smart Park Let’s Zero together ปลูก เพื่อ(ลด)สู่อนาคตที่ยั่งยืน ซึ่งจัดขึ้นโดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยมีนางปนัดดา รุ่งเรืองศรี รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และพลเรือโทนฤพล เกิดนาค ผู้บัญชาการฐานทัพเรือสัตหีบ ร่วมกิจกรรม และมีผู้บริหาร พนักงานโรงงานอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ ร่วมกิจกรรมปลูกป่า มีต้นประดู่ป่า จำนวน 500 ต้น และราชพฤกษ์ จำนวน 300 ต้น รอบอ่างเก็บน้ำดังกล่าว

        รศ.ดร.วีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า กิจกรรมการปลูกป่าบริเวณอ่างเก็บน้ำของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ภายใต้โครงการปลูกป่าต้นแบบ เพื่อพัฒนาพื้นที่ดูดซับก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ดังกล่าว จะช่วยพัฒนาเชิงสิ่งแวดล้อมที่มีความสามารถในกักเก็บคาร์บอน ช่วยป้องกันลมพัดพาหน้าดิน และช่วยคลุมดินให้ร่มเย็นชุ่มชื้น ช่วยรองรับน้ำฝนลดแรงปะทะหน้าดินให้น้อยลง ช่วยตรึงไนโตรเจนในอากาศมาเก็บไว้ในรูปของไนโตรเจนที่เป็นประโยชน์ต่อต้นไม้ ทั้งนี้ กนอ.ได้มีนโยบายมุ่งเน้นความเป็นเลิศทางอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ภายใต้แนวคิด นิคมอุตสาหกรรมที่มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยตั้งเป้าลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศให้ได้ 2.5 ล้านกิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า(kgCO2e) ภายใน 5 ปี (2564-2568) หรือปีละ 500,000 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO2e).

Loading

SPRC ร่วมกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำจืดลงคลองสาธารณะ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    วันที่ 9 สิงหาคม 2565 บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) ได้เข้าร่วมกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำจืดลงคลองสาธารณะ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บริเวณคลองน้ำหู ต.มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง ในพิธีเปิดมีนายชาญนะ เอี่ยมแสง ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เป็นประธาน และนายเสรี เรือนหล้า ประมงจังหวัดระยอง และนายถวิล โพธิบัวทอง นายกเทศมนตรีเมืองมาบตาพุด เป็นผู้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ฯ โดยมีพนักงานจิตอาสา SPRC เข้าร่วมกิจกรรมนี้จำนวน 29 คน

      กิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำจืดลงคลองสาธารณะนี้จัดขึ้นโดยสำนักงานประมงจังหวัดระยอง เพื่อเฉลิมพระเกียรติ และถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2565 เป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสร้างจิตสำนึกปลูกฝังให้ประชาชนมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้ยังช่วยสร้างความตระหนักของทุกภาคส่วนในการร่วมกันรักษาสมดุลของระบบนิเวศ โดยมีส่วนร่วมในการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำกลับคืนสู่ธรรมชาติเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรและเพิ่มพูนสัตว์น้ำในแหล่งน้ำให้มีความอุดมสมบูรณ์เพิ่มมากขึ้น..000

ธนัญธร รวงผึ้ง รายงาน

Loading

โครงการท่าเรือมาบตาพุด เฟส 3 ร่วมกับท้องถิ่นชุมชนพัฒนาสิ่งแวดล้อม เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง วันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2565

        โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะ ที่ 3 ประกอบด้วย สำนักงานท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด(สทร) กลุ่มบริษัทที่ปรึกษาโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 (PMSC)  บริษัทกัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินอล จำกัด (GMTP)  บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) (ITD) 

         นำพนักงานเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อม เนื่องในโอกาส วันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระราชชนนีพันปีหลวง วันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2565  โดย ร่วมกับ ประมงจังหวัดและชุมชนคลองน้ำหูจัดกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำบริเวณคลองน้ำหู ร่วมกับชุมชนพร้อมด้วยจิตอาสา ร่วมกันทำความสะอาดบริเวณรอบวัดพยูน  ชุมชนหนองแฟบ และ มูลนิธิสยามรวมใจ (ปู่อินทร์) จ.ระยอง มีพิธีทำบุญตักบาตรที่ทำการชุมชนหนองแฟบ โดยมีนายถวิล โพธิบัวทอง นายกเทศบาลเมืองมาบตาพุดเป็นประธาน และมีการระดมพลร่วมกันทำความสะอาดชุมชนครั้งใหญ่   …000